หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ | Smart Job
 

ขอบคุณมะเร็ง!...สร้าง Diary เปื้อนยิ้ม

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์
22 พฤษภาคม 2551 14:59 น.
ขอบคุณมะเร็ง!...สร้าง Diary เปื้อนยิ้ม
        *จรดบันทึกความเจ็บป่วยวัยเยาว์ สู่เส้นทางนักเขียน Diary
       
        *แนวเขียนรุ่นใหม่ที่ได้รับความนิยม จากการขายประสบการณ์จริง
       
        *"โบ-ณิชชารีย์" เผยวิธีการ นำเรื่องใกล้ตัวผ่านตัวหนังสือให้น่าอ่าน
       
        *หวังถ่ายทอดความรู้ แรงบันดาลใจ จากโรคร้าย มากกว่าแค่อ่านสนุก

       
        หากใครมีโอกาสได้ดูซีรีย์จากญี่ปุ่น เรื่อง "บันทึกน้ำตา 1 ลิตร" ของสถานีไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นเรื่องที่ “คิโตะ อายะ” เด็กผู้หญิงที่ต่อสู้กับโรคร้ายที่ชื่อว่า "Spinocerebellar Degeneration" ได้บันทึกไว้ในไดอารี่ของเธอทั้ง 46 เล่มมาสรุป และพิมพ์จำหน่ายในชื่อ “1 Litre of Tears” ที่ทำให้ทุกคนประทับใจ และจำหน่ายได้ถึง 1.2 ล้านเล่ม และหลังจากที่ละครเรื่องนี้ฉายเป็นละครแล้ว ยอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นถึง 1.8 ล้านเล่ม ตอนสิ้นปี 2548
       
        ดูแล้วก็คงคิดว่าโชคดีที่เราไม่เป็น หรือไม่มีใครที่เรารู้จักเป็นโรคร้ายแรง และต้องเผชิญชีวิตเหมือนกับ “คิโตะ อายะ” แต่ใครจะรู้ว่าเด็กผู้หญิงไทยคนหนึ่งก็เคยผ่านการต่อสู้กับโรคร้ายมาไม่แพ้ "คิโตะ อายะ"
       
        ในกระแสที่สังคมขาดซึ่งกำลังใจ เด็กผู้หญิงอย่าง “โบ-ณิชชารีย์ เดชส่งจรัส” ซึ่งผ่านชีวิตมาแบบที่ผู้ใหญ่หลายคนยังไม่เคยผ่าน เพราะเธอเกือบต้องตายด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ประเภท ALL เมื่อวัย 13 ขวบ แต่วันนี้เธอผ่านมาได้ และออกหนังสือ “เส้นเลือดสีขาว” ซึ่งเป็นบันทึกจากไดอารี่ของเธอเอง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอต้องผ่าฟันเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไป และขอเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนป่วยด้วยโรคเดียวกับเธอ
       
        แม้เธอจะเป็นนักเขียนหน้าใหม่แต่ผลงานของเธอก็ได้รับการการันตีด้วยรางวัลสารนิพนธ์ดีเด่น “วินนี่ เดอะ ปุ๊” ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ปี 2550
       
        "Smart job" ฉบับนี้ ขอถ่ายทอดเรื่องราวเพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังท้อแท้ พร้อมทั้งเปิดให้เห็นเส้นทางของการเป็นนักเขียนหน้าใหม่ที่ไดอารี่ก็สามารถสร้างฝันได้ เสริมด้วยทิปสำคัญของการเป็นนักเขียนต้องชอบอ่าน และรู้จักเริ่มต้นเขียน
       
       'มะเร็ง' สร้าง 'บันทึก'
       'บันทึก' สร้าง 'หนังสือ'

       
        "21 เมษายน 2541
       
        ฉายแสงวันที่ 2 ฉันหมดกำลังใจมากๆ ร้องไห้ตลอดการฉาย อาเจียน กินข้าวไม่ได้ พยาบาลเลยต้องให้น้ำเกลือ
       
        วันนี้ทั้งวันรู้สึกหดหู่มาก อยากกลับบ้าน แต่นี่เพิ่งวันที่ 7 เอง ยังไม่ถึงครึ่งของการรักษาด้วยซ้ำ
       
        พ่อมาเยี่ยม อยากให้พ่ออยู่นานๆ แต่ทำไม่ได้เพราะเป็นกฎของที่นี่ ผู้มาเยี่ยมต้องเยี่ยมภายในเวลาที่กำหนด เบื่อจัง เบื่อพี่พยาบาล เบื่อยา เบื่ออาหาร เบื่อห้อง เบื่อทุกอย่างที่นี่!"
       
        นี่เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาในหนังสือ "เส้นเลือดสีขาว" ที่ถ่ายทอดโดย โบ
       
        เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับ โบ จึงได้เล่าถึงเส้นทางอาชีพนักเขียนหน้าใหม่ว่า เกิดจากการที่เธอชอบบันทึกไดอารี่มาก่อน ซึ่งตอนนั้นไม่ได้เขียนบ่อย แต่มาเริ่มเขียนจริงจังเมื่อครั้งไม่สบายเธอต้องหยุดอยู่บ้านจึงเริ่มเขียน ซึ่งสิ่งที่เขียนเป็นบันทึกง่ายๆ ของเด็กอายุ 13 ขวบ
       
        แต่จุดพลิกพลันที่ทำให้เกิดหนังสือเล่มนี้ออกมา เพราะก่อนที่จะจบจากคณะมนุษยศาสตร์ เอกวรรณกรรมสำหรับเด็ก ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรวฒ นักศึกษาทุกคนจะต้องมีผลงานหนังสือหนึ่งเล่ม ซึ่งเธอคิดว่าประสบการณ์ที่เธอได้รับมานั้นน่าจะนำมาเขียนเป็นผลงานได้ เพราะที่ผ่านมาทุกครั้งที่โบต้องเจอคนรู้จักใหม่ เมื่อเขารู้ว่าเคยป่วยทุกคนก็มักจะให้เธอเล่าทุกครั้ง
       
        ดังนั้นการเขียนหนังสือออกมาจะทำให้คนได้รู้เรื่องของเธอ และคิดอยากให้หนังสือเล่มนี้เป็นกำลังใจให้กับคนที่ป่วยเหมือนเธอได้เห็นว่าเธอก็สามารถรักษาหายซึ่งก็ไม่ใช่คนยิ่งใหญ่เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง และมีชีวิตอยู่ได้จนถึงตอนนี้ 10 ปีแล้ว เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครที่ป่วยแล้วรักษาหาย
       
       ย้อนเวลากลับไปอดีต
       คิด-เขียน เหมือนวัย 13

       
        โดยก่อนที่จะเริ่มเขียนหนังสือให้ออกมาเป็นเล่มเธอต้องเตรียมเนื้อหา และสร้างความรู้สึกที่มันหายไปหลายปีกลับมาใหม่ ด้วยการไปที่วอร์ดที่ศิริราชที่เธอเคยเข้ารับการรักษาเพื่อสร้างความรู้สึก และความทรงจำ รวมทั้งเขียนเนื้อหาในส่วนที่เธอไม่ได้เขียนในตอนนั้น เพราะบางครั้งตอนป่วยมือจะสั่นทำให้บันทึกไม่ได้แต่ยังประทับอยู่ในความทรงจำ ซึ่งเธอยอมรับว่ายากเหมือนกัน
       
        โบ บอกต่อว่า เนื้อหาบางส่วนก็ต้องตัดทิ้งไป เพราะอารมณ์บางอย่างหรือภาษาที่ใช้ซึ่งรุนแรงไม่สามารถบอกเล่าให้คนอื่นฟังได้ หรือเป็นส่วนตัวมากเกินไปก็จะตัดทิ้ง บางครั้งภาษาที่ใช้เป็นคำพูดมากเกินไปก็ต้องปรับใหม่ไม่ให้เป็นภาษาพูด
       
        รวมทั้งภาษาที่ใช้เขียนต้องเป็นภาษาของเด็กอายุ 13 ขวบที่ไม่สบาย เพราะอยากให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือในมุมมองของเด็กไม่อยากให้เป็นในมุมมองของผู้ใหญ่ เพราะตั้งใจให้เด็กอ่านโดยเฉพาะวัยรุ่นเพราะเรื่องเจ็บป่วยไม่ใช่แก่แล้วถึงจะเป็นแต่อายุแค่ 12-13 ก็เป็นได้ แม้ว่าเรื่องนี้จะมุ่งกลุ่มผู้อ่านเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็อ่านได้เหมือนกัน
       
        เมื่อรวบรวมข้อมูลได้หมดแล้วก็คิดว่าจะเริ่มต้นเรื่องจบเรื่องแบบใด ซึ่งก็ต้องหาเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาเป็นตัวเริ่ม โดยจุดเริ่มต้นและจุดจบ คือ การนั่งดูหนังเรื่อง Gattaca ในห้องเรียนวิชาการอ่านวรรณกรรมสำหรับเด็กซึ่งเป็นการเรียนเกี่ยวกับประเด็นการตามหาตัวตน
       
       โดยพระเอก คือ วินเซนต์ ที่เกิดมาเป็นคนยีนด้อย จึงถูกจัดประเภทให้เป็นคนพันธุ์ด้อย ได้รับโอกาสทางสังคมน้อย แตกต่างจากน้องชายที่เกิดมามียีนเด่น ซึ่งเป็นประเภทที่สังคมชื่นชม ยอมรับว่าเก่งกว่าคนพันธุ์ด้อย เปิดโอกาสทางสังคมให้มากกว่า
       
        แต่ตอนที่วินเซนต์แข่งว่ายน้ำกับน้อง วินเซนต์ไม่มีสิทธิ์ที่จะสู้เลย เพราะตามพันธุกรรมไม่ทางสู้ได้ แต่เขายังอยากจะสู้ และเมื่อว่ายชนะน้อง เขาพูดประโยคเด็ดที่เธอประทับใจมากๆ คือ
       
        "The impossible happens!"
       
        มันแสดงให้เห็นว่า ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเชื่อเลยว่าตัวเองจะทำได้ แต่วินเซนต์เหมือนเป็นนักสู้พันธุ์ใหม่ เขาเชื่อมั่น และอยากสู้โดยไม่สนใจว่าตัวเองมีสิทธิ์จะสู้ได้หรือไม่ เขาจึงมีโอกาสได้เห็นประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งส่งผลให้ชีวิตเปลี่ยนไปตลอดกาล
       
        เธอจึงเอาจุดตรงนี้มาเป็นจุดเริ่มต้นว่าครั้งหนึ่งเธอก็เคยมีเรื่องที่ impossible เหมือนกัน
       
       ไม่หวังยึดเป็นอาชีพ
       ขอแค่เป็นงานอดิเรก

       
        เมื่อถาม โบ ถึงการเข้ามาเป็นนักเขียนมืออาชีพ เธอบอกว่า ขอให้งานเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรกดีกว่า ที่ทำเพราะชอบอ่านหนังสือมากกว่าเขียน ดังนั้น ถ้าไปทุ่มเทกับการเขียนมากเกินอาจจะผิดจากสิ่งที่ชอบทำให้งานเขียนออกมาไม่ดีก็ได้ เพราะหนังสือเล่มนี้เกิดจากการที่ชอบอ่านหนังสือแนวบันทึก อย่าง “โอ้ อลิส” หรือ “แตงดอง แกล้ม Chocolate” พอต้องเขียน และมีวัตถุดิบที่เคยบันทึกไว้ก็เอามาเขียน
       
        แต่ใช่ว่าคนเราต้องป่วยแล้วถึงจะมีเรื่องเขียน เพราะแต่ละคนมีมุมมองในชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นที่ต้องเอาเรื่องที่เคยป่วยมาเขียนก็ได้ อาจจะเอาเรื่องที่เคยทะเลาะกับน้องมาเขียน ส่วนการทำหนังสือเล่มใหม่ถ้าจังหวะเกิดปิ๊งอะไรขึ้นมาก็อาจจะมีการเขียนก็ได้
       
        สำหรับรายได้นั้นจะเป็นรูปแบบเปอร์เซ็นต์ซึ่งสำหรับตัวเองถือว่าค่อนข้างมากเพราะยังไม่มีชื่อเสียง แต่ก็ไม่มองว่าทำแล้วต้องได้กำไร เพราะอยากถ่ายทอดคุณค่าของมันมากกว่า
       
        "บางครั้งชีวิตของเราก็ต้องขอบคุณโรคมะเร็ง เพราะหลังจากเหตุการณ์นั้นทำให้เราเปลี่ยนไป เราเข้มแข็งขึ้น เพราะเราผ่านเหตุการณ์ที่หนักมากๆ ของชีวิตเรามาแล้ว ถ้าเราต้องเผชิญปัญหาอื่นๆ พอเราหันหลังกลับมาดูเราจะรู้ว่าปัญหาเหล่านั้นเล็กไปหมด ทุกวันนี้แม้ว่าจะหายแล้วแต่ในใจก็คิดว่าถ้ากลับมาเป็นอีกจะเป็นยังไง แต่อีกใจก็คิดว่าถ้าเป็นอีกก็ไม่กลัวแล้ว เพราะที่ผ่านมาก็หนักแล้ว"
       
        เชื่อว่าใครหลายคนที่กำลังป่วยหรือรู้สึกท้อแท้กับเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ คงจะได้เห็นแล้วว่าชีวิตคนเราหากสู้ก็ยังสามารถอยู่ต่อได้ ส่วนใครที่อยากเป็นนักเขียนเรื่องใกล้ตัวแต่รู้จักนำมาเขียนก็สร้างอาชีพให้ได้เหมือนกัน
       
       *********************
       
       ทริป : นักเขียนหน้าใหม่
       
        โบ ยังได้ให้ทิปสำหรับนักเขียนหน้าใหม่ที่อยากมีโอกาสได้ออกหนังสือของตัวเองว่า
       
        "เคยได้ยินอาจารย์หรือนักเขียนหลายคนพูดว่า จุดเริ่มต้นของนักเขียนก็ต้องเป็นนักอ่านที่ดีก่อน ถ้าเกิดว่าคุณยังไม่เคยอ่านงานของคนอื่น หรือไม่เคยเห็นมุมมองหลายๆ อย่างของงานเขียนในโลกนี้ก็อาจจะหยุดอยู่แค่นั้น ดังนั้น เราต้องเขียนอ่านงานเขียนดีๆ ของคนอื่น"
       
        อีกอย่าง คือ ลองเขียน ถ้าไม่เริ่มต้นเขียนแค่คิดก็ไม่มีผลงานออกมา และเป็นไปไม่ได้ที่เขียนครั้งแรกแล้วจะดี หรือไม่เคยลองเขียนแล้วจะประสบความสำเร็จ อย่างโบเองกว่าจะมีหนังสือเล่มนี้ออกมาก็เคยเขียนเรื่องอื่นๆ อย่าง เรื่องสั้นมาก่อน หรือกว่าจะมาเป็นเล่มนี้ไม่ใช่ครั้งเดียวผ่านต้องมีการแก้ไขจากสำนักพิมพ์พอสมควร
       
       เรื่อง : อรพรรณ สกุลเลิศผาสุข
       ภาพ : นิรุจน์ ตฤษณานนท์

ข่าวล่าสุด ในหมวด
น้อยใจหัวหน้าได้คนใหม่แล้วลืมเรา
พงศธร พัฒนอุดม "ดีไซเนอร์ของเล่นเด็ก" ผู้มีความซุกซนเป็นอาวุธ
เมื่อกรุงเทพฯเป็นสนามรบ
ย้อนสงครามกลางเมือง อินโด-ฟิลิปปินส์หลังวิกฤต "ธุรกิจแฟรนไชส์" โตดับเบิ้ล
เลิกจ้างลูกจ้างที่ไปเผายางได้หรือไม่
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
แบ่งปันให้เพื่อน
ยังไม่มีผู้โหวต
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
HOME ข่าวปก การเมือง เศรษฐกิจ - การค้า เศรษฐกิจโลก จีนาภิวัฒน์ ปริทรรศน์
บทความ ธุรกิจภูมิภาค การเงิน การตลาด ไอที ท่องเที่ยว - บริการ บ้าน - ที่ดิน
รถยนต์ E&M B - School HR

All site contents copyright ©1999-2009 Thaiday Dot Com Co., Ltd.