จากคดี 7 ตุลาถึง “รีสอร์ทหรู-คอกม้าร้อยล้าน” เงาทะมึน “ระบอบวงษ์สุวรรณ” ในกระบวนการยุติธรรมไทย

โดย ผู้จัดการรายวัน   
12 สิงหาคม 2560 13:42 น.
         ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เคยชำแหละพฤติการณ์ของ “ผู้มีอำนาจ” ที่เข้ามาแทรกแซง-ย่ำยีระบบราชการ ทำลายหลักคุณธรรม-ธรรมาภิบาล ในการแต่งตั้งและโยกย้ายบุคลากรภาครัฐ ในแต่ละยุคก็มีความเลวร้ายไม่ต่างกัน เพียงแค่มีการเปลี่ยนตัวละคร หรือเปลี่ยนที่มาจาก “รัฐบาลเลือกตั้ง” มาเป็น “รัฐบาลทหาร” เท่านั้น แต่วิธีคิดอะไรก็ละม้ายคล้ายกันไปหมด
       
       การโยกย้ายข้าราชการข้ามห้วย-ข้ามหัว ที่เคยเป็นเรื่องปกติของ “ระบอบทักษิณ” ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็กลายเป็นเรื่องปกติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
       
        และไม่เพียงแต่การแต่งตั้งโยกย้ายเท่านั้นที่กลายเป็น “ของเล่น” ของเหล่าผู้มีอำนาจ “กระบวนการยุติธรรม” ของประเทศก็ยังถูกแทรกแซงย่ำยีไม่แพ้กัน
       
        จาก “ระบอบทักษิณ” ที่เคยถูกวิพากษ์ว่าทำให้กระบวนการยุติธรรม “บิดเบี้ยว” เพื่อตัวเองและพวกพ้องไปไม่น้อย มาวันนี้เป็นคิวของระบอบที่หลายคนเรียกขานกันว่า “ระบอบวงษ์สุวรรณ” ที่เริ่มเห็นภาพความเป็นมะเร็งร้ายของทั้งกระบวนการยุติธรรม และบ้านเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ
       
        สมัยที่ ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ เคยติดหล่มจากกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดตามมาตรา 295 ของรัฐธรรมนูญปี 2540
       
       แม้ท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้ “ทักษิณ” พ้นผิด “คดีซุกหุ้น” แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นคำวินิจฉัยที่ค่อนข้างค้านสายตาพอสมควร โดยเฉพาะจากมติที่เฉียดฉิวเพียง 8 ต่อ 7 เสียงเท่านั้น เมื่อพ้นบ่วงจากคดีซุกหุ้น ก็เลยทำให้ “ทักษิณ” กลายเป็น “เสือติดปีก” ปกครองบ้านเมืองแบบลุแก่อำนาจ จนท้ายของท้ายที่สุดไม่สามารถอยู่ในประเทศไทยได้
       
       คดีซุกหุ้นจึงกลายเป็นเค้าลางที่ทำให้ถูกมองว่า “ผู้มีอำนาจ” มีส่วนเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แต่ก็ยังไม่ชัดเจนเท่าการเข้าไปแทรกแซง “ต้นธารกระบวนการยุติธรรม” อย่าง “สถาบันตำรวจ” ผ่านการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจแบบตามอำเภอใจ จนทำให้ “องค์กรตำรวจ” ในเวลานั้นถูกมองภาพในแง่ลบตลอดในยุค “รัฐบาลทักษิณ” เช่นเดียวกับการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งใน “องค์กรอิสระ” บางส่วนที่ถูกอิทธิพลฝ่ายการเมืองเข้าไปครอบงำอยู่พอสมควร
       
       กลายเป็น “มรดก” ที่ตกทอดต่อเนื่องมาถึงอีกหลายรัฐบาล แม้กระทั่งในยุคปัจจุบันที่ถูกนำมาเป็นโมเดลในการบริหารจัดการอำนาจ แถมถ้าจะว่าไปแล้วดูจะรุนแรงกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะมีอำนาจเด็ดขาด ทำให้อะไรๆ ก็ดูง่ายไปหมด
       
       คำถามที่สังคมตั้งข้อสงสัยถึงความผิดปกติก็คือ ภายหลังเข้ามามีอำนาจของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็มีคําสั่ง คสช. ฉบับที่ 93/2557 เรื่องยกโทษปลดออกจากราชการให้กับ “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ผู้เป็นน้องชายร่วมสายโลหิตของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

จากคดี 7 ตุลาถึง “รีสอร์ทหรู-คอกม้าร้อยล้าน” เงาทะมึน “ระบอบวงษ์สุวรรณ” ในกระบวนการยุติธรรมไทย
พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ
        เป็นคำสั่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง เนื่องจากขณะนั้น ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ยกเลิกคำสั่งลงโทษปลด พล.ต.อ.พัชรวาท ออกจากราชการ ตามมติคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ภายใน 60 วันนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หลังเคยถูกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 228/2552 ลงวันที่ 19 ต.ค.52 ลงโทษปลดออกจากราชการ จากกรณีที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธปราบปรามผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551
       
       คำถามจึงมีว่า เหตุผลความจำเป็นขนาดไหนถึงต้องออกคำสั่งเพื่อ “คนๆ เดียว” ทั้งที่ในขณะนั้น หรือเดือน ก.ค.57 ให้หลังการรัฐประหารเพียง 2 เดือน ซึ่งอยู่ในช่วงการจัดระเบียบองค์รวมของบ้านเมือง กลับมีเวลาไปให้ความสำคัญกับ “พัชรวาท”
       
       ทั้งที่หลังมีคำสั่งศาลปกครองกลางให้คืนตำแหน่งแก่ พล.ต.อ.พัชรวาท ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คําพิพากษาถึงที่สุดนั้น ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในการปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้ทันตามกำหนด หรือหากล่าช้าก็เป็นสิทธิของ พล.ต.อ.พัชรวาท ในการฟ้องร้อง
       
       ทั้งที่มีอำนาจอยู่ในมือ ก.ตร.ก็อยู่ในอาณัติของตัวเอง ก็ยังใจร้อน ถึงขนาดต้องใช้ “ทางลัด” คืนตำแหน่งให้
       
       แล้วไม่นานก็มีเฉลยว่า ทำไมถึงต้องเร่งรีบคืนตำแหน่งให้กับ “บิ๊กป๊อด” ก็เพราะถัดมาไม่ถึง 2 สัปดาห์ ต้นเดือน ส.ค.57 คสช.ก็มีคำสั่งแต่งตั้ง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 200 ราย ซึ่งก็มีชื่อของ พล.ต.อ.พัชรวาท รวมอยู่ด้วย
       
       ไม่เพียง พล.ต.อ.พัชรวาทเท่านั้นที่เข้าไปดำรงตำแหน่ง สนช.อย่างเต็มภาคภูมิ ยังมีชื่อ พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ พี่น้องร่วมสายโลหิต “พี่ป้อม-น้องป๊อด” ติดโผเป็นสมาชิก คสช.กับเขาด้วย รวมทั้ง พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ก็ยังตั้ง พันธุ์พงษ์ วงษ์สุวรรณ น้องชาย พล.อ.ประวิตร เป็นข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ตําแหน่งที่ปรึกษารองประธาน สนช.อีกหนึ่งหน่อ
       
       ต่อมา “ระบอบวงษ์สุวรรณ” ก็ยังเมามันกับการหยิบใช้อำนาจอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะ “ต้นธารกระบวนการยุติธรรม” อย่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ก็อยู่ในความควบคุมแทบจะเบ็ดเสร็จ ทั้งคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) หรือ คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.)
       
       แต่ที่หนักหนาสาหัสกว่าเรื่องที่ สตช. ก็ต้องยกให้การเดินหมากครั้งสำคัญกับการส่ง “บิ๊กกุ้ย” พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เข้ารุกฆาต “องค์กรปราบโกง” อย่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างเหนือเมฆ พร้อมผงาดขึ้นเก้าอี้ประธาน ป.ป.ช.กันเลยทีเดียว ทั้งที่เป็นกรรมการหน้าใหม่ เอาชนะกรรมการ ป.ป.ช.ที่อาวุโสกว่า และเป็นลูกหม้อมาตลอดอย่าง ปรีชา เลิศกมลมาศ ไปอย่างขาดลอย
       
       โดยเฉพาะร่องรอยของ พล.ต.อ.วัชรพล ที่เป็นทั้งลูกน้อง-น้องรักของ พล.ต.อ.พัชรวาท มาตั้งแต่ยังรับราชการเป็นตำรวจด้วยกัน เกื้อหนุนกันมาตลอดจนส่งถึงฝั่งฝันนั่งรักษาการเบอร์ 1 กรมปทุมวัน ทิ้งทวนก่อนเกษียณราชการมาแล้ว ในยุค คสช. ก็ได้เป็นทั้งสมาชิก สนช. ก่อนจะลาออกมาเป็นรองเลขาธิการนายกฯ ติดตาม พล.อ.ประวิตร การันตีความใกล้ชิดได้เป็นอย่างดี
       
       ตอนนั้นใครก็มองออกว่า หมุดหมายของการเดิมหมากเข้ามายึด ป.ป.ช.ก็คือ คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 7 ตุลาฯ51 ที่ “ป.ป.ช.ชุดเก่า” เป็นโจกท์ยื่นฟ้อง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.อ.พัชรวาท ในฐานะอดีต ผบ.ตร.
       
       ซึ่ง พล.ต.อ.วัชรพล ก็ไม่มีเหนียม เข้ามาหาช่องทางในการถอนฟ้องคดี 7 ตุลาฯ โดยอ้าว่าทางจำเลยยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมมา แต่ก็ไม่รอดถูกตีข่าวดักทาง จนขยับตามแผน A ไม่ได้ ก่อนปรับโหมดเป็นแผน B การทำหน้าที่ในชั้นไต่สวนของศาล ที่ถูกจับจ้องว่าจะสู้หมดหน้าตัก ชกสมศักดิ์ศรี ตามสำนวนที่ ป.ป.ช.ชุดเก่าจัดเต็มไว้ให้หรือไม่
       
       ที่สุด ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หน้ารัฐสภา ตัดสิน “ยกฟ้อง” จำเลยทั้งหมดรวมถึง พล.ต.อ.พัชรวาท แบบไม่เอกฉันท์ 8 ต่อ 1 เสียง เมื่อวันที่ 2 ส.ค.60 ที่ผ่านมา ซึ่งก็ยังไม่สิ้นกระบวนความ ป.ป.ช.สามารถในฐานะโจกท์ผู้ฟ้องคดีสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายใน 30 วัน ตามที่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเปิดช่องไว้ให้ แต่ก็ยังไร้การแสดงจุดยืนที่ชัดเจนจากทาง ป.ป.ช. ที่ดูจะทำลับๆ ล่อๆ มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปพิจารณาก่อนนำกลับมาเสนอที่ประชุม ป.ป.ช.
       
       ทั้งๆที่เรื่องไม่มีความสลับซับซ้อนอะไร มองง่ายๆว่าในฐานะโจกท์ผู้ฟ้องคดี เมื่อศาลยกฟ้องไม่ลงโทษจำเลย ก็เท่ากับ “แพ้คดี” และมีโอกาส “แก้มือ” โดยการยื่นอุทธรณ์ต่อศาล แต่กลับยึกยักคล้ายไม่เต็มใจกับโอกาสที่ได้รับ
       
       โดย อุดม รัฐอมฤต กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะเป็นโจทก์ สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทันที แม้ในเวลานี้ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฉบับใหม่ เพิ่งจะผ่านความเห็นชอบจาก สนช. และยังไม่มีผลบังคับใช้ก็ตาม
       
        ขณะที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ก็ออกมาให้แง่มุมทางกฎหมายอย่างน่าสนใจว่า หาก ป.ป.ช.ไม่ยื่นอุกทธรณ์ในคดี 7 ตุลาฯ ก็อาจเข้าข่ายการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 157 อีกด้วย
       
       แต่ก็ดู พล.ต.อ.วัชรพล และกรรมการ ป.ป.ช.ไม่หวั่นไหวแต่อย่างใด
       
       ทำให้ย้อนไปถึงข้อวิจารณ์การทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ระหว่างการต่อสู้คดีในฐานะโจทก์ ในชั้นศาลฎีกาฯ ซึ่ง วีระ สมความคิด หนึ่งในผู้ที่ได้เข้าไปให้การในชั้นศาล ออกมาระบุว่า ตอนเข้าไปร่วมให้การก็สังเกตเห็นว่า“โจทก์ประหนึ่งไม่เต็มใจขึ้นชก”
       
       และหลังทราบคำพิพากษานายวีระก็บอกอีกว่า “มองเห็นเค้าลางของคำพิพากษาในวันนี้ ตั้งแต่ประธาน ป.ป.ช.คนปัจจุบัน พยายามจะถอนฟ้องคดีนี้ และยิ่งเห็นชัดขึ้นในวันที่ 8 เมษายน 2559 ที่เราไปเป็นพยานโจทก์เปิดคดีปากแรก ได้เห็นการทำหน้าที่ของทีมทนายแล้วหวั่นใจ และแล้วที่คาดไว้ก็ไม่ผิดคาดจริงๆ”
       
       การทอดเวลาให้ใกล้เส้นตายต้นเดือน ก.ย.60 ที่จะครบกำหนดการยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหฐ่ศาลฎีกาได้นั้น ก็ถูกจับได้ไล่ทันอีกว่า หวังใช้กระแสการเมืองในช่วงปลายเดือน ส.ค.ที่จะมีการอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพวก กลบกระแสการยื่นอุทธรณ์คดี 7 ตุลาฯไปแบบไม่ต้องออกแรง
       
       เพราะหาก ป.ป.ช.ในฐานะผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการยื่นอุทธรณ์ เลือกที่จะไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง ก็เท่ากับมหากาพย์คดี 7 ตุลาฯที่ต่อสู้มาอย่างยาวนานกว่า 9 ปีก็ต้องปิดฉากแบบบริบูรณ์
       
       ซึ่ง พล.ต.อ.วัชรพล ก็เพิ่งออกมาตอบคำถามถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมว่า ดูเหมือนจะเกรงใจ “จำเลยบางคน” ในคดีนี้เป็นพิเศษ ว่า “มันคงปฏิเสธไม่ได้ เป็นธรรมดา มันเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่การงาน มันอาจจะเป็นจุดอ่อนของชีวิต มันเลือกไม่ได้ แต่การกระทำของเราจะเป็นอย่างไรนั้นต่างหาก”
       
       และยิ่งทำให้คาดเดาไม่ยากว่า การไต่สวนบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน พล.ต.อ.พัชรวาท ฐาน “ร่ำรวยผิดปกติ” ที่อยู่ในมือ ป.ป.ช.นั้น จะมีบทสรุปเช่นไร

จากคดี 7 ตุลาถึง “รีสอร์ทหรู-คอกม้าร้อยล้าน” เงาทะมึน “ระบอบวงษ์สุวรรณ” ในกระบวนการยุติธรรมไทย
บ้านสุดหรูกับคอกม้า อ.แก่งคอย จ.สระบุรี มูลค่านับร้อยล้านบาท ของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ
        ทั้งที่ พล.ต.อ.พัชรวาท ได้ถูกกล่าวหาพร้อม พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. (ยศและตำแหน่งขณะนั้น) และเรื่องมาอยู่ในมือ ป.ป.ช.ตั้งแต่ 26 มี.ค.53 ใน 2 ข้อหา คือ
       
       1. พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.อ.บุญเรือง มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ โดยร่วมกันเป็นเจ้าของคอกม้า “รุ่งโรจน์ รุ่งพัชร” ตั้งอยู่ที่หุบเขาแก่งคอย มูลค่าร้อยล้านบาท
       
       และ 2. พล.ต.อ.พัชรวาท มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ โดยทำนิติกรรมอำพรางด้วยการจดทะเบียนจัดตั้ง ห้างหุ้นส่วนจำกัดสมถวิลรีสอร์ท ตั้งอยู่ หมู่ที่ 9 ต.บางพลีน้อย อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ซึ่งมี นางสมถวิล วงษ์สุวรรณ ภรรยา และ น.ส.นวพร วงษ์สุวรรณ บุตรสาวของ พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นหุ้นส่วน เพื่อเป็นเจ้าของสมถวิลรีสอร์ท มูลค่ากว่าร้อยล้านบาท
       
       คดีนี้ ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ เมื่อปี 2557 และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้คัดค้าน ต่อมา ป.ป.ช. ได้แจ้งผลการคัดค้านดังกล่าวแก่ผู้ถูกกล่าวหา และคณะอนุกรรมการได้ไต่สวนครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2557 ต่อมา ในปี 2558 ได้สอบปากคำพยานบุคคล และรวบรวมพยานหลักฐาน กระทั่งต้นปี 2560 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ล่าสุด ในเดือน พ.ค. 2560 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้สรุปข้อเท็จจริงเสนอคณะอนุกรรมการไต่สวนพิจารณาแล้ว หลังจากนั้น คณะอนุกรรมการไต่สวนได้ดำเนินการสอบปากคำพยานบุคคลต่อ
       
       โดย พล.ต.อ.วัชรพล ก็ได้ออกมาให้ความเห็นเรื่องนี้แล้วว่า ปัจจุบันเรื่องในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช. มีกว่า 2,700 เรื่อง มีแต่เจ้าหน้าที่ในชั้นการไต่สวน ป.ป.ช.ค่อนข้างน้อย
       
       ถอดรหัสง่ายๆว่า การไต่สวน พล.ต.อ.พัชรวาท ฐานะร่ำรวยผิดปกติ ที่ค้างคามากว่า 7 ปีก็คงจะถูกจัดลำดับความสำคัญไว้ท้ายๆ
       
       แต่ถ้าตามสูตร “เป่าแล้วเปรี้ยง” เหมือนที่เคยพยายามจะถอนฟ้องคดี 7 ตุลาฯ ก็อาจทำให้สิ้นเรื่องสิ้นราวดึงขึ้นตีเรื่องตกไปในลำดับต้นๆ
       
        ทั้งนี้ กล่าวสำหรับ พล.ต.อ.พัชรวาทนั้น สื่อในเครือผู้จัดการได้เข้าไปตรวจสอบหลายต่อหลายเรื่อง กระทั่งถูก พล.ต.อ.พัชรวาท ฟ้องร้องดำเนินคดีหลายเรื่องเช่นกัน โดยบางคดีศาลก็พิพากษายกฟ้องและบางคดีก็อยู่ระหว่างการต่อสู้ในชั้นศาล ซึ่งคดีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้วก็คือคดีรีสอร์ทหรูและคอกม้าร้อยล้าน
       
        นอกจากนี้ อีกเรื่องที่จำต้องจับตาอย่างใกล้ชิดก็คือ การเข้าไปตรวจสอบของ “สำนักข่าวอิศรา” ที่นำข้อมูลมาเสนอต่อสาธารณชนในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องบัญชีทรัพย์สินที่ พล.ต.อ.พัชรวาทถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ โดยพยายามเข้าไปแกะรอย หจก.สมถวิลรีสอร์ต และ หจก.สมถวิล เรียลเอสเตรท ซึ่งเป็นชนวนเหตุ ให้ ป.ป.ช. สอบบัญชีทรัพย์สิน โดยพบว่า จดทะเบียนตั้งแต่ปี 2552 โดยมี “ภรรยา-บุตร” ถือหุ้น แต่ผู้สอบบัญชีรายงานว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปี ไม่เคยทำธุรกิจ ไร้รายได้ และมีรายจ่าย 3 พันบาทมาโดยตลอด

จากคดี 7 ตุลาถึง “รีสอร์ทหรู-คอกม้าร้อยล้าน” เงาทะมึน “ระบอบวงษ์สุวรรณ” ในกระบวนการยุติธรรมไทย
เก๋ ไก๋ อพาร์ตเมนต์ ซึ่งผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศราเข้าไปตรวจสอบก่อนถูก ตำรวจควบคุมตัว แจ้งข้อหาบุกรุก ก่อนที่พนักงานสอบสวนให้ประกันตัวและส่งฟ้องศาลแขวงพระนครเหนือ
        จากนั้นนักข่าวของสำนักข่าวอิศราลงพื้นที่ไปตรวจสอบ “เก๋ ไก๋ อพาร์ตเมนต์” เลขที่ 1124/277 ซอยพหลโยธิน 32 ถ.รัชดาภิเษก แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. ซึ่ง พล.ต.อ.พัชรวาท และ นางสมถวิล วงษ์สุวรรณ ภรรยา ใช้จดทะเบียนนิติบุคคลในนาม หจก.สมถวิล เรียลเอสเตท เพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับหอพัก ในการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.อ.พัชรวาท หลังถูก ป.ป.ช. ไต่สวนการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน แต่สุดท้ายก็ถูกตำรวจ สน.พหลโยธิน ควบคุมตัว และแจ้งข้อหาบุกรุก ก่อนที่พนักงานสอบสวนให้ประกันตัวด้วยวงเงิน 15,000 บาท และส่งฟ้องศาลแขวงพระนครเหนือ เมื่อวันที่ 9 ส.ค.
       
        คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ทำไมถึงต้องทำกันถึงขนาดนี้
       
        เป็นการรวบรัดสรุปข้อหารวดเร็วเหลือเชื่อ ทั้งที่การเข้าไปในอาคารที่เกิดเหตุ ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุกทั้ง 2 กรณี คือ กรณีแรก เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน กรณีที่สอง เข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข
       
       หรือนี่ถือเป็นกลไกสำคัญในกระบวนการยุติธรรมไทยปัจจุบัน ในยามที่ “ระบอบวงษ์สุวรรณ” เรืองอำนาจ.
       
       


จำนวนคนโหวต 29 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017