3 ปีของประเทศใต้อำนาจของรัฐบาลทหาร

โดย ผู้จัดการรายวัน   
11 สิงหาคม 2560 11:52 น.
3 ปีของประเทศใต้อำนาจของรัฐบาลทหาร
        “หนึ่งความคิด”
       “สุรวิชช์ วีรวรรณ”
       
        ถ้าเรากลับไปอ่านคำปรารภของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ทหารภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อ้างเหตุผลในการเข้ามายึดอำนาจว่า เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียงต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน จนลุกลามไปสู่แทบทุกภูมิภาคของประเทศ ประชาชนแตกแยกเป็นฝ่ายต่างๆ ขาดความสามัคคีและมีทัศนคติไม่เป็นมิตรต่อกัน บางครั้งเกิดความรุนแรง ใช้กําลังและอาวุธสงครามเข้าทําร้ายประหัตประหารกัน สวัสดิภาพและการดํารงชีวิตของประชาชนไม่เป็นปกติสุข การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองการปกครองชะงักงัน กระทบต่อการใช้อํานาจในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร และในทางตุลาการ การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล นับเป็นวิกฤติการณ์ร้ายแรงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
       
        เมื่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวภายหลังพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ว่า…
       
        “วันนี้เราจะต้องสร้างระบบทุกระบบให้เข้มแข็ง เพื่อต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นให้ได้โดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร ส่วนราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ต้องเข้มแข็ง พัฒนาปรับปรุงตนเองในทุกมิติ ทั้งนี้ เพื่อเตรียมการและรองรับการปฏิรูป ที่จะต้องทำให้ฝ่ายการเมืองมีระบบธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศในระยะต่อไป และจะได้ร่วมกันนำพาประเทศชาติไปสู่อนาคต”
       
        “ผมขอให้คำมั่นต่อพี่น้องประชาชนว่า จะมุ่งมั่น ทุ่มเทอย่างเต็มที่ ในการปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน นำความสุข ความร่มเย็น มาสู่พี่น้องประชาชน และทำให้ประเทศชาติมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง พร้อมไปกับการสร้างความรัก สามัคคี ในทุกกลุ่มทุกฝ่าย”
       
       และเมื่อไม่นานมานี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวผ่านรายการศาสตร์พระราชาว่า ผมขอให้ประชาชนคนไทย ขอได้โปรดให้ความเชื่อมั่นในการทำงานของผม ของรัฐบาล ของคสช.ต่อไป เราจะทำให้ดีที่สุด แน่นอนปัญหามีมาก การทำงานก็ต้องมีอุปสรรค มีความคิดเห็นต่างมากมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเราทุกคนมุ่งไปสู่ว่าเราจะทำให้ประเทศชาติเราปลอดภัยอย่างไร ประชาชนเรามีความสุขได้อย่างไร เหล่านั้นจะทำให้ทุกอย่างที่เป็นความขัดแย้งกลับไปสู่ความร่วมมือให้ได้มากที่สุด
       
       ทัศนคติของ พล.อ.ประยุทธ์ถ้าเราพิจารณาตั้งแต่เข้ายึดอำนาจก็คือ มีความขัดแย้งแตกแยกในบ้านเมือง ประชาชนแบ่งฝ่ายทะเลาะกัน บ้านเมืองขาดความรักความสามัคคี โดยไม่ได้พูดลงไปว่า แท้จริงแล้วปัญหาความแตกแยกเกิดจากอะไร หรือบอกว่าประชาชนใช้อาวุธสงครามเข้าประหัตประหารกัน ราวกับว่าประชาชนต่างฝ่ายต่างจับปืนมาสู้รบกัน ไม่ได้พูดข้อเท็จจริงว่า มีอีกฝ่ายใช้อาวุธสงครามเข้ามาทำร้ายประชาชนฝ่ายตรงข้ามกับตัวเอง
       
       แต่เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเหมือนนักการเมือง เราจึงเห็นเกือบตลอดกว่า3ปีที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารบ้านเมืองท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ต่อประชาชนนั้น เป็นท่าทีเหมือนกับผู้ที่มีอำนาจเหนือ ผู้บงการ ผู้ออกคำสั่งมากกว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่อาสาเข้ามารับใช้ประชาชนเข้ามารับใช้บ้านเมือง และหลายครั้งออกอาการหงุดหงิดตัดพ้อหรือระเบิดอารมณ์ใส่สื่อมวลชน
       
        จริงอยู่ พล.อ.ประยุทธ์ มาจากการรัฐประหารไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง การเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องเฉพาะกิจเพื่อเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศ แต่การเป็นนายกรัฐมนตรีในยุคนี้ไม่ใช่ยุคโบราณที่ผู้มีอำนาจจะมีอำนาจเหนือกว่าประชาชน แม้จะมาจากเผด็จการก็ต้องเข้าใจเรื่องหลักการความเป็นชาติว่า ประชาชนเป็นองค์ประกอบสำคัญของรัฐชาติ ดังนั้นไม่ว่าจะมาจากไหนก็มีอำนาจเหนือประชาชนไม่ได้
       
        แม้ว่าจะมีอำนาจรัฐฎาธิปัตย์อยู่ในมือ มีอำนาจตามมาตรา44ที่อยู่เหนือทุกองค์กรบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ออกคำสั่งและประกาศออกมาจำกัดสิทธิที่บางข้อของประชาชน หรือใช้คำสั่งก้าวข้ามขั้นตอนของกฎหมายได้โดยชอบ แต่สิ่งที่อำนาจรัฐฎาธิปัตย์ไม่มีทางมีอำนาจเหนือประชาชนก็คือ ความเชื่อ ความรู้สึกนึกคิด และทัศนคติที่ฝังอยู่ในตัวของประชาชน
       
        ผมไม่เชื่อว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์และวิธีการที่ทำอยู่จะสามารถเปลี่ยนทัศนคติและความเชื่อของคนอีกฝ่ายได้ แม้รัฐบาลนี้ที่ควรเข้ามาทำเรื่องแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย และสร้างระบบป้องกันการใช้อำนาจอย่าฉ้อฉลของรัฐบาลหลังเลือกตั้งเพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันอย่างในอดีตอีก ไม่ใช่พยายามทำในสิ่งที่คล้ายกับประชานิยมของระบอบทักษิณ แล้วถ้าคิดให้ดีก็แปลกมากที่รัฐบาลชุดนี้ทำหลายอย่างคล้ายกับการรักษาฐานเสียงและความนิยมมากกว่าจะมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อปฏิรูปประเทศจริงๆ
       
        ผมเห็นหลายครั้งที่รัฐบาลจะให้ทหารเข้าไปเรียกตัวผู้มีความคิดไม่เหมือนกับตัวเองเข้าไปพบในค่ายทหาร แล้วใช้คำว่า “ปรับทัศนคติ” บอกตรงๆนะครับว่า ผมไม่รู้เลยว่านั่นเป็นอำนาจตามกฎหมายข้อไหนหรือคำสั่ง คสช.ฉบับไหน เพราะตอนที่รัฐประหารใหม่ๆ นั้นก็มีคำสั่งชัดเจนว่าให้ใครไปรายงานตัวบ้าง แต่ถามว่า มันเปลี่ยนทัศนคติของคนที่เรียกเข้าไปพบได้หรือ หรือคิดว่ามันจะทำให้เขากลัวจนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นได้หรือ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วก็เห็นว่า ออกมาจากค่ายทหารเขาก็มีความคิดของเขาเหมือนเดิม
       
        นอกจากนั้นพบว่ายังมีความพยายามออกกฎหมายหลายตัวมาเพื่อรักษาความมั่นคงของฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐ ควบคุมประชาชนให้อยู่ในขอบเขตที่รัฐต้องการเช่น พ.ร.บ.คอมพ์ พ.ร.บ.การชุมนุม พ.ร.บ.สื่อ ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องสวนทางกับความเป็นไปของโลกในทศวรรษนี้หลายเรื่อง ราวกับว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่และต้องควบคุมประเทศนี้ในระยะยาวตราบชั่วกัลปาวสาน
       
        แต่เอาเข้าจริงแล้ว แม้ว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะทำให้ง่ายที่รัฐบาลทหารจะสืบทอดอำนาจไปอีก8ปีหลังเลือกตั้ง หรือมีกลไกควบคุมรัฐบาลต่อไปอีก20ปีตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ แต่รัฐบาลทหารชุดนี้ไม่มีวันอยู่ได้ตลอดไป ดังนั้นไม่มีความคิดเลยหรือว่า ในวันที่ตัวเองหมดอำนาจ ในวันที่ตัวเองไปจากโลก ในวันที่ลูกหลานของตัวเองเป็นพลเมืองธรรมดาพวกเขาจะมีสิทธิเสรีภาพอย่างไรภายใต้นักการเมืองกลับเข้ามามีอำนาจแล้วใช้กฎหมายเบ็ดเสร็จต่างๆที่รัฐบาลทหารสร้างขึ้นมา
       
       แน่นอนว่าเราต้องมีกฎหมายเพื่อสร้างกติการ่วมกันของสังคม เพื่อรักษาความสงบสุขและความระเบียบเรียบร้อยในชาติ บ้านเมืองต้องมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ เมื่อจะให้ประชาชนเดินไปแนวทางใดก็ต้องสร้างบรรทัดฐานที่สังคมส่วนรวมยอมรับขึ้นมา คนที่มีอำนาจก็ต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างของคนในสังคม สร้างกติกาที่เป็นธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันเสียก่อน จะไปบังคับกะเกณฑ์เอาปืนเอาอำนาจไปบังคับหรือสร้างระเบียบแบบครูเอารองเท้าไปเคาะหัวนักเรียนไม่ได้
       
        ประเด็นสำคัญกลับไปสู่คำถามว่ารัฐบาลเข้าใจวิกฤตของชาติหรือไม่ หรือคิดแค่ว่าคนสองฝ่ายทะเลาะกันตามที่ปรารภไว้ในรัฐธรรมนูญ2557
       
        เข้าใจไหมว่าคนกลุ่มหนึ่งเขาออกมาขับไล่รัฐบาลของระบอบทักษิณเพราะเขาเชื่อว่ารัฐบาลของระบอบทักษิณนั้นใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลแสวงหาประโยชน์จากนโยบาย และมีคนกลุ่มหนึ่งออกมาปกป้องระบอบทักษิณเพราะเขาน้อยใจในอำนาจวาสนาและความไม่เท่าเทียมในสังคมและเขาเชื่อว่าทักษิณหยิบยื่นโอกาสและชีวิตที่ดีกว่าให้เขา
       
        ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือ สร้างระบบป้องกันการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลอีกในอนาคต ทำให้คนอีกกลุ่มรู้ว่าพวกเขาจะได้รับความเป็นธรรมและความเท่าเทียมกันในฐานะพลเมืองของประเทศจากระบบรัฐไม่ใช่ตัวบุคคล
       
        รัฐบาลได้แก้ไขโจทย์ที่เป็นต้นเหตุของปัญหาเหล่านี้หรือยัง สิ่งเหล่านี้คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการออกกฎหมายไม่ให้ชุมนุมได้อีก การปิดปากสื่อ หรือทำให้เห็นว่าอำนาจรัฐมีความชอบธรรมที่จะทำให้ผู้ชุมนุมเจ็บหรือตายก็ได้ถ้ายังออกมาชุมนุม หรือใช้อำนาจทำให้กลัว เรียกไปปรับทัศนคติ บังคับให้คิดและเชื่ออย่างที่รัฐบาลต้องการ
       
        นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งใช้ฉันทะที่ประชาชนมอบให้ในหีบเลือกตั้ง เข้ามาหาประโยชน์ แต่งตั้งคนของตัวเองเข้าไปดูแลองค์กรต่างของรัฐ เล่นพรรคเล่นพวก รัฐบาลที่มาจากรัฐประหารก็ตั้งทหารเข้าไปดูแลองค์กรของรัฐต่างๆ เอาแม่ทัพที่ถูกบ่มเพาะให้ดูแลด้านความมั่นคงเข้าไปบริหารรัฐวิสาหกิจ เอามานั่งหัวแถวกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ ระบบอุปถัมภ์และพวกพ้องนี่แหละที่มันกำหนดชะตากรรมของประเทศให้ก้าวเดินไปไม่ได้กลายเป็นเรื่องของพวกใครพวกมัน
       
        ลองทบทวนดูว่า3ปีที่เข้ามามีอำนาจความเท่าเทียมกันในสังคมเกิดขึ้นหรือยัง การทุจริตคอร์รัปชั่นน้อยลงหรือไม่ ความยุติธรรมมีอยู่จริงไหม หรือแค่การเปลี่ยนถ่ายอำนาจแล้วเกิดอภิสิทธิชนกลุ่มใหม่เท่านั้นเอง
       
       


จำนวนคนโหวต 1 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017