หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกคุณภาพชีวิต | การศึกษา
การศึกษา รากแก้วแห่งปัญญา

รู้จักและเข้าใจพลังงานในบริบทประเทศไทย(1)

โดย สำนักงานกองทุนสนุบสนุนการวิจัย (สกว.)
12 ธันวาคม 2548 09:35 น.
        รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์
       ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรม สกว.
       
       พลังงานกับชีวิต
       

       ปัจจัยสี่อันจำเป็นแก่การดำรงชีวิต คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค จึงดูเหมือนว่าพลังงานไม่ใช่ความจำเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะพลังงานเป็นจุดกำเนิดของปัจจัยสี่ทั้งหลาย อาหารได้จากการที่พืชใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาสังเคราะห์แสง และอาหารเป็นแหล่งพลังงานของมนุษย์ (อาหารจึงมีค่าพลังงานเป็นหน่วยแคลอรี่) คนเรากินอาหาร ก็คือ กินพลังงานเพื่อรักษาร่างกายให้อบอุ่นและซ่อมแซมสิ่งที่สึกหรอ เช่นเดียวกัน ต้นทางของที่อยู่อาศัย(ไม้ อิฐ ปูน) เครื่องนุ่งห่ม(ฝ้าย เส้นใยสังเคราะห์) และยารักษาโรค(สารเคมี สมุนไพร) ก็ล้วนแต่ต้องการพลังงานมาทำให้เกิด ทำให้แปรรูป คน พืช สัตว์ สิ่งของในโลกนี้ล้วนเกิดและดำรงอยู่ได้ก็เพราะพลังงาน อันเป็นปัจจัยการกำเนิดปัจจัยสี่
       

       พลังงานมาจากไหน ?
       
       โลกเรามีพลังงานติดมาตั้งแต่สมัยที่กำเนิดจักรวาล พลังงานของโลกปรากฏอยู่ในมวลของโลกเอง นานๆ ครั้งก็แสดงให้ปรากฏสักครั้งหนึ่งเป็นภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ในขณะเดียวกันโลกก็มีพลังงานสะสมเข้ามาตลอดเวลาจากการแผ่รังสีมาจากข้างนอก แหล่งใหญ่ที่สุดคือดวงอาทิตย์ที่เป็นพลังงานให้สิ่งมีชีวิตบนโลกเติบโตนั่นเอง
       
       น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินที่ขุดจากใต้โลกนั้น จริงๆ แล้วก็คือ พลังงานแสงอาทิตย์ที่สิ่งมีชีวิตสะสมไว้แต่ครั้งโบราณกาล แล้วก็ตายทับถมกันจนแปรสภาพเป็นเชื้อเพลิงให้เราขุดขึ้นมาใช้ เราเรียกว่า “เชื้อเพลิงฟอสซิล” (fossil energy) ซึ่งจะปลดปล่อยคาร์บอนที่สะสมไว้จากอดีตออกสู่บรรยากาศในรูปคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้โลกร้อนขึ้น ปัจจุบันจึงต้องพยายามใช้ “เชื้อเพลิงหมุนเวียน” (renewable energy) เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล (ไม้ แกลบ ชานอ้อย) ในความจริงนั้น เชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหลายก็คือเชื้อเพลิงหมุนเวียน เพราะมันก็มีต้นทางมาจากแสงอาทิตย์เหมือนกัน เพียงแต่มันสะสมมาจากยุคดึกดำบรรพ์เท่านั้นเอง คำว่าเชื้อเพลิงหมุนเวียนจึงจำกัดว่าหมุนเวียนในปัจจุบัน ตัดต้นไม้มาผลิตพลังงานแล้วต้องปลูกกลับคืน
       
       ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า พลังงานบนโลกนี้มาจากจักรวาลนั่นเอง พลังงานยุคแรกก็อยู่ใต้โลกลึกมากๆจนถึงแกนโลก พลังงานที่เกิดหลังจากโลกเย็นแล้วก็มาจากสิ่งมีชีวิตที่อาศัยแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานในการเติบโต พลังงานนี้อยู่ใต้โลกในระยะที่ขุดมาใช้ได้ และของที่ใหม่เป็นปัจจุบัน ก็คือ แสงอาทิตย์ที่ส่องโลกทุกวัน เช้าจรดเย็นนั่นเอง
       

       พลังงานยุคแรกเอามาใช้ยาก (บางประเทศก็ใช้ได้ดีเพราะบังเอิญอยู่ตื้น เช่น นิวซีแลนด์ มีโรงผลิตไฟฟ้าจากความร้อนใต้พิภพ) คนเราก็เลยขุดเอาพลังงานแสงอาทิตย์ที่โลกสะสมเป็นฟอสซิลมาใช้จนเกือบหมดแล้ว ตอนนี้ก็เลยต้องพยายามเอาของปัจจุบันมาใช้ เช่น เซลล์แสงอาทิตย์ กังหันลม (ลมเกิดจากแสงอาทิตย์ทำให้อากาศร้อนเย็นต่างกัน) ชีวมวล และน้ำในเขื่อน (น้ำอยู่เหนือเขื่อนได้เพราะแสงอาทิตย์ระเหยน้ำข้างล่างขึ้นไปอยู่บนฟ้า แล้วไปตกในป่าเขาเหนือเขื่อน)
       
       สรุปก็คือพลังงานที่เราใช้กันทุกวันนี้ส่วนใหญ่มาจากดวงอาทิตย์ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
       
       พลังงานไปไหน ?
       
       ถ้าไม่ถูกใช้งาน พลังงานก็สะสม (เช่น เป็นไขมันหน้าท้อง) แต่พอใช้งานมันแล้วมันไปไหน ? การใช้พลังงาน คือ การที่ให้มันทำงานให้เรา (คนแต่ก่อนบูชาพระอาทิตย์เป็นเทพ แต่จริงๆ แล้วเราใช้เป็นทาสทำงานให้เรา) เราเอาพลังงานมากินในรูปอาหาร เราเอาพลังงานมาทำให้ไฟสว่าง เราเอามาให้เครื่องรถยนต์ติด ให้เครื่องบินบินได้ ให้อากาศในห้างสรรพสินค้าเย็น เอามาทำให้เราได้ดูหนังฟังเพลง ใช้มันซักผ้า รีดผ้า หุงข้าว ย่างข้าวหลาม ผลิตกระดาษ ใช้เดินเครื่องจักรผลิตหนังสือเล่มนี้ และพลังงานนั่นเองที่ทำให้หนังสือถึงมือคนอ่าน แม้แต่การหยิบหนังสือนี้ขึ้นมาอ่านก็ใช้พลังงาน เราใช้งานมันทุกอย่างแล้ว แต่ใช้แล้วมันหายไปไหน
       
       คนที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์จะทราบว่าพลังงานไม่หายไปไหน มันก็แฝงอยู่ในงานที่มันทำนั่นแหละ และบางครั้งมันก็ยังปรากฏเป็นพลังงานในรูปอื่น เช่น ใช้สูบน้ำ พลังงานก็ไปสิงสถิตอยู่บนถังสูง (ไอน์สไตน์พบว่ามันแปลงไปมาระหว่างมวลได้ด้วย E = MC2)
       
       จะเห็นว่าเราเอาพลังงานมาแปรรูปให้สะดวกต่อการใช้งานมารับใช้มนุษย์ ใช้เสร็จแล้วเราก็ทิ้งที่เหลือไป หุงข้าวแล้วก็ปล่อยให้ความร้อนที่อยู่ในข้าวหายไปในบรรยากาศ เวลาฟังวิทยุก็มีเสียงบางส่วน (ส่วนมาก) หายไปในอากาศ พลังงานกลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานจึงมีผลต่อสิ่งแวดล้อม
       
       วรรณะของพลังงาน
       
       ดวงอาทิตย์ทำให้สิ่งมีชีวิตเติบโต สิ่งมีชีวิตตายทับถมเป็นเชื้อเพลิง คนขุดเชื้อเพลิงขึ้นมา เอามันไปเผาให้ปลดปล่อยเป็นพลังงานความร้อนไปต้มน้ำ เอาไอน้ำไปหมุนกังหัน เอากังหันไปหมุนเครื่องปั่นไฟฟ้า เอาไฟฟ้ามาหุงข้าว เอาไฟฟ้าใช้ฟังเพลง เอาไฟฟ้าไปหมุนมอเตอร์ให้เครื่องจักรทำงาน ฯลฯ
       
       พลังงานที่เราใช้สะดวกคือไฟฟ้า เราเรียกว่าพลังงานวรรณะสูง ซึ่งเปลี่ยนรูปมาจากพลังงานวรรณะต่ำ (ความร้อน) โดยธรรมชาติของการเปลี่ยนรูปจากวรรณะต่ำเป็นวรรณะสูงมักจะเปลี่ยนไม่หมด โดยทั่วไปความร้อน 100 หน่วยจะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 30 หน่วย (แต่ไฟฟ้า 100 หน่วยสามารถแปลงเป็นความร้อนได้ครบหมด ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าพลังงานเป็นสิ่งใฝ่ต่ำได้ง่ายเหมือนกัน) ดังนั้นไฟฟ้าจะแพงกว่าความร้อนอย่างน้อยก็ 3 เท่า เวลาเรียกร้องให้ประหยัดพลังงาน หากเราช่วยกันประหยัดพลังงานไฟฟ้าก็จะช่วยได้มากกว่าการประหยัดความร้อน รัฐจึงชักชวนให้ปิดไฟ ปิดแอร์ ซึ่งเป็นสิ่งถูกต้องในแง่พลังงาน แต่ประเทศเรามักจะมีเรื่องแปลกได้เสมอ การเงินของประเทศที่คลอนแคลนในปัจจุบันนี้เกิดจากการนำเข้าน้ำมัน ไฟฟ้าในบ้านเรา 70% ผลิตจากก๊าซธรรมชาติที่เราขุดได้เองเป็นส่วนมาก ที่เหลือเป็นถ่านหิน (ส่วนมากคือลิกไนต์ของเราเอง) และเขื่อน เราแทบจะไม่ใช้น้ำมันผลิตไฟฟ้าเลย ไฟฟ้าจึงเหมือนขนมครกที่ทำจากข้าวที่เราปลูกเอง ส่วนน้ำมันก็เหมือนขนมเค้กทำจากแป้งสาลีนำเข้า ดังนั้น การรณรงค์ประหยัดไฟฟ้าก็เหมือนชวนกันกินขนมครกให้น้อยลง โดยไม่ทำอะไรกับการกินขนมเค้ก ซึ่งก็แปลกดี
       
       


ข่าวล่าสุด ในหมวด
ทำไมการจัดการสารเคมีให้ปลอดภัยจึงขาดความสนใจจากสังคม: เสี่ยงภัยใกล้ตัว แต่ไม่รู้ตัว (1)
เร่งรับมือข้อกำหนด REACHก่อนถูกกลุ่มสหภาพยุโรปกีดกันสินค้า
รวมพลัง “แก้จน” สร้างสังคมไทย “อยู่เย็นเป็นสุข” ถวายในหลวง
“ภาษาแม่” กุญแจแห่งความสมานฉันท์
ประสิทธิภาพการจัดการสิ่งแวดล้อม – ไทยอยู่ตรงไหน
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 3 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014