พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯใหม่ อุดรูรั่ว หรือ ถ่างช่องโหว่ “สินบนข้ามชาติ”

โดย ทีมข่าวการเมือง   
25 กุมภาพันธ์ 2560 04:24 น.
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯใหม่ อุดรูรั่ว หรือ ถ่างช่องโหว่ “สินบนข้ามชาติ”
        ป้อมพระสุเมรุ
       
       “ไม่อยากให้ภาคเอกชนเป็นกังวลอะไรไปก่อนหน้า และยืนยันว่ากฎหมายมีการกำหนดคำนิยามของคำว่าราคาขายปลีกแนะนำไว้ชัดเจน อย่าเพิ่งคิดอะไรไปไกลเลย” คือคำตอบของ สมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ต่อความกังวลเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต ฉบับใหม่ ที่ผ่านการพิจารณาในชั้น สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว และคาดว่าจะมีผลบังคับในช่วงกลางปีนี้
       
       สำหรับร่าง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต ฉบับใหม่นั้น เป็นการปรับปรุง-ควบรวมกฎหมายหลายฉบับที่อยู่ในการกำกับของ กรมสรรพสามิต อาทิ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯ พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตฯ พ.ร.บ.สุราฯ พ.ร.บ.ยาสูบฯ และ พ.ร.บ.ไพ่ฯ เป็นต้น มารวมไว้แบบ “ออล อิน วัน” เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
       
       นอกเหนือจากในส่วนของการควบรวมกฎหมายแล้ว กรมสรรพสามิต ก็ยังใช้โอกาสนี้ในการปรับปรุงข้อกฎหมายเกี่ยวกับฐานในการคำนวณภาษี การปรับเพิ่มภาษี ค่าธรรมเนียม และในส่วนของบทลงโทษต่างๆไปในคราวเดียวกันด้วย
       
       ในส่วนของการปรับปรุงรายละเอียดต่างๆนี้เอง เป็นที่มาของความกังวลจากผู้ประกอบการ-ภาคเอกชน ตลอดจนหน่วยงานตรวจสอบต่างๆที่กำลังตื่นตัวกับกรณี “สินบนข้ามชาติ” ซึ่งหลายตัวมีส่วนเกี่ยวพันกับกฎหมายสรรพสามิตนี่เอง
       
       กรณีประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีนั้น กรมสรรพสามิต มุ่งประเด็นไปที่การปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้ทันสมัย “อุดรูรั่ว” ในหลายๆจุดที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มี “ข้อเสนอแนะ” จากหลายองค์กรมาปรับใช้ อาทิ การจัดเก็บภาษีที่เดิมคำนวณราคา ณ หน้าโรงงานมาเป็นราคาขายปลีก ซึ่งในสินค้าหลายประเภทที่นำเข้าจากต่างประเทศมีการสำแดงราคา “ซีไอเอฟ” (ราคาสินค้า ณ ท่าเรือบวกอากรนำเข้า) ต่ำกว่าความเป็นจริงมาเป็นการคำนวณภาษีทั้งราคาสำแดงบวกกับปริมาณการนำเข้า
       
       หรือคำนวณทั้ง “ราคา-ปริมาณ” เพื่อให้สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น
       
       ซึ่งในส่วนนี้สินค้าที่ได้รับกระทบไปเต็มๆก็เป็นจำพวก “รถยนต์” ที่มักมีการตั้งข้อสังเกตว่า มีการแจ้งราคา ณ หน้าโรงงานที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาโดยตลอด ซึ่งก็ย่อมส่งผลให้ราคารถยนต์นำเข้าต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอน
       
       ต่อเนื่องมาข้อห่วงใยต่อมาคือ ผลกระทบต่อผู้บริโภคที่อาจจะต้องแบกรับภาระภาษีมากขึ้น จากสินค้าหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ บุหรี่ ตลอดจนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทต่างๆ เนื่องจากฐานการคำนวณภาษีใหม่ที่คิดจากราคาขายปลีก ที่มีราคาสูงกว่าราคาสำแดงมาก ย่อมทำให้ “ผู้ประกอบการ” ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ภาระหนักก็จะมาตกที่ “ผู้บริโภค” ที่เป็นปลายน้ำของระบบนั่นเอง
       
       ที่มองข้ามไม่ได้ก็คือเรื่องของการกรุยทางเปิดช่องโหว่ให้เจ้าหน้าที่สามารถดรียกรับผลประโยชน์ ซ้ำรอย “สินบนข้ามชาติ” ที่กำลังเป็นที่สนใจอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะกรณี บริษัท ดิอาจีโอ บีแอลซี ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตสุรารายใหญ่ของอังกฤษ ยอมรับว่ากับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯว่า ติดสินบนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีและล็อบบี้คดีความด้านภาษีในหลายประเทศรวมถึง “ประเทศไทย” ด้วย
       
       “ผู้สันทัดกรณี” ให้ความสนใจในเรื่อง “พิกัดภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ที่ปรากฎใน “ร่างสุดท้าย”ของกฎหมายสรรพสามิตฉบับใหม่เป็นพิเศษ โดยตั้งข้อสังเกตว่า พิกัดภาษีของสุรา หรือเหล้า มีความแตกต่างจากพิกัดภาษีของเบียร์หรือไวน์อย่างมี “นัยสำคัญ”
       
       โดยใน “ร่างสุดท้าย” นั้นได้กำหนด พิกัดภาษีของสุรา หรือเหล้าอยู่ที่ 1,000 บาทต่อ 1 ลิตรแห่งแอลกอฮอล์
       
       ขณะที่พิกัดภาษีของเบียร์หรือไวน์อยู่ที่ 3,000 บาทต่อ 1 ลิตรแห่งแอลกอฮอล์
       
       ทั้งๆที่ร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ก่อนส่งต่อให้ สนช.พิจารณานั้น ทั้งสุรา ไวน์ หรือเบียร์ ได้กำหนดพิกัดภาษีไว้ที่ 1,000 บาทต่อ 1 ลิตรแห่งแอลกอฮอล์เท่ากัน
       
       เมื่อค้นไปในรายการประชุมของ สนช.ก็พบว่า สมชาย แสวงการ สมาชิก สนช.คนดังเป็นผู้เสนอ “แปรญัตติ” แก้ไขพิกัดภาษีของเบียร์หรือไวน์จาก 1,000 บาทเป็น 3,000 บาทต่อ 1 ลิตรแห่งแอลกอฮอล์ ก่อนที่จะได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม สนช.ในที่สุด
       
       การแก้ไข “สาระสำคัญ” ในส่วนนี้นั้นขัดแย้งกับข้อเสนอแนะของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่ได้เสนอหลายครั้งให้ภาครัฐปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ตาม “ปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์” ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานที่ทั่วโลกใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะต่างก็ต้องการให้ราคาสินค้าประเภทนี้อิงกับ “ผลกระทบ” ที่จะได้รับจากการบริโภค
       
       พูดง่ายๆคือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์สูงก็จะต้องเสียภาษีสูง ส่วนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำก็จะต้องเสียภาษีต่ำ ชนิดไหนที่ดื่มแล้วเมาง่ายก็ควรที่จะมีการจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์น้อยกว่า เพื่อลดปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มมึนเมาของประชาชนลง เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของผู้บริโภค
       
       ในความเป็นจริงกฎหมายฉบับเดิมนั้น การจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก็มี “ความลักลั่น” อยู่พอสมควรอยู่แล้ว โดย “เบียร์ - ไวน์” ถูกจัดเก็บภาษีที่สูงกว่า “สุรากลั่น” กล่าวคือ เบียร์เสียภาษีฝั่งมูลค่า ร้อยละ 48 และไวน์ เสียภาษีฝั่งมูลค่า ร้อยละ 36 ในขณะที่สุรากลั่นที่มีแอลกอฮอล์สูงกว่ามากเสียภาษีเพียงแต่ ร้อยละ 25 เท่านั้น
       
       การปรับพิกัดภาษีในร่างสุดท้ายของ พ.ร.บ.สรรพสามิต ที่ถ่างช่องว่างทางภาษีของ “เบียร์ - ไวน์” และ “สุรากลั่น” ถึง 3 เท่าตัวนั้น จึงถูกตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า เป็นความตั้งใจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ “สุรากลั่น - สุรานำเข้า” หรือไม่
       
       เพราะหาก “กฎหมายแม่” กำหนดไว้เช่นนี้ แล้วเกิดในขั้นตอนการจัดทำ “กฎหมายลูก” หรือระเบียบที่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีจริงๆ กำหนดให้เก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ “เต็มเพดาน” อาจจะเพื่อการหารายได้เข้ารัฐให้มากที่สุด สิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีคือราคา “เหล้า - เบียร์” ต่อปริมาณจะไม่แตกต่างกันมากนัก ทั้งที่ดีกรีแอลกอฮอล์ของเหล้าโดยเฉลี่ยนั้นสูงกว่าเบียร์ 7-8 เท่าตัว เสมือนเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนผู้บริโภคหันไปบริโภคเหล้าที่มีประสิทธิภาพทำให้เมาได้มากกว่าเบียร์ ในราคาจ่ายที่เท่าๆกัน
       
       หรืออาจเป็นเพราะ “เงาทมึน” ของ “กลุ่มนายทุนสุรานำเข้า” ที่ยังคงมีผลกับการกำหนดนโยบายของภาครัฐ ซ้ำรอยกรณีของ “ดิอาจีโอ” ที่จ่ายสินบนเพื่อแทรกแซงแนวนโยบายของรัฐบาลไทย
       
       หรืออาจจะเป็นความพยายามลากผู้ประกอบการเบียร์-ไวน์ ให้เข้าไปสู่วังวนจ่ายสินบาทคาดสินบน โดยอาจจะมี “ไอ้โม่ง” ใช้อัตราภาษีที่สูงไปกดดันเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการเบียร์-ไวน์ เพื่อแลกกับการกำหนดอัตราการจัดเก็บภาษีจริงที่จะถูกเขียนไว้ในบรรดากฎหมายลูกที่กำลังมีการจัดทำกันอยู่
       
       น่าแปลกใจที่การปรับปรุงกฎหายที่ควรจะรอบคอบ-รัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีเรื่องฉาวๆ “สินบนข้ามชาติ” ที่ยังจับมือใครดมไม่ได้ แต่เหมือนเป็นโอกาส “ถ่างช่องโหว่” ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนบางราย หรือเลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ การรู้เห็นเป็นใจเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐไป “ทุบ” เอกชนรายอื่นที่อาจจะต้องการเสียภาษีในอัตราที่ต่ำที่สุดได้
       
       ก็คงเป็นหน้าที่ของทั้ง นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เรื่อยไปจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะกำกับดูแลกรมสรรพสามิต เจ้าภาพในการจัดทำกฎหมายลูก 70-80 ฉบับที่จะตามมา ในการเกาะติดกระบวนการจัดทำกฎหมายลูกอย่างใกล้ชิดว่า จะมีการกำหนดอัตราการจัดเก็บภาษีจริงของทั้งสินค้าประเภทรถยนต์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นไปตามข้อห่วงใยที่ว่ามาข้างต้นหรือไม่
       
       ไม่ใช่เกิดเรื่องซ้ำรอย “สินบนข้ามชาติ” ให้อับอายขายขี้หน้าไปทั้งโลก แล้วมาหาทางแก้ตัว-แก้ไขทีหลัง.

จำนวนคนโหวต 4 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017