๒๐๐ ปีคนไทยไม่เคยลืมฝรั่งคนนี้! แม้จะไม่ประสบผลนักในงานที่ถูกส่งมาทำ แต่ประวัติไทยต้องบันทึกชื่อเขาไว้หลายหน้า!!

โดย โรม บุนนาค   
17 กรกฎาคม 2560 10:14 น.
๒๐๐ ปีคนไทยไม่เคยลืมฝรั่งคนนี้! แม้จะไม่ประสบผลนักในงานที่ถูกส่งมาทำ แต่ประวัติไทยต้องบันทึกชื่อเขาไว้หลายหน้า!!
หมอบรัดเลย์
        ในวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๗๘ มิชชันนารีอเมริกันคนหนึ่งได้เดินทางมาถึงประเทศไทยในวันเกิดปีที่ ๓๑ ของเขาพอดี พร้อมกับบัณฑิตสาวผู้เป็นภรรยา จนวันที่เขาฝังร่างลงบนผืนแผ่นดินไทยในวัย ๖๙ ปี แม้เขาจะไม่ประสบความสำเร็จในการเผยแผ่ศาสนานัก แต่ประวัติศาสตร์ไทยต้องจารึกผลงานอีกด้านหนึ่งของเขาไว้หลายหน้า ในฐานะเป็นผู้นำวิทยาการแผนใหม่มาสู่แผ่นดินไทยหลายอย่าง เป็นผู้สร้างตำนานการแพทย์สมัยใหม่ รักษาด้วยการผ่าตัดเป็นครั้งแรก ริเริ่มปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษและเพาะเชื้อขึ้นเอง เป็นผู้เขียนตำราแพทย์แผนปัจจุบันเป็นภาษาไทยเล่มแรก เป็นผู้ริเริ่มการพิมพ์ในประเทศไทย ทั้งยังเป็นผู้ให้กำเนิดหนังสือพิมพ์ไทยฉบับแรก
       
       ฝรั่งที่คนไทยไม่เคยลืมท่านนี้ ก็คือ นายแพทย์ แดเนียล บีช บรัดเลย์ หรือเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในนาม “หมอบรัดเลย์” ซึ่งคนไทยสมัยนั้นเรียกกันว่า “หมอปลัดเล”
       
       หมอบรัดเลย์เกิดเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๔๗ บิดาเป็นผู้สอนศาสนา เมื่อเรียนจบวิชาแพทย์ได้แต่งงานกับ เอมิลี่ รอยซ์ บัณฑิตสาวผู้มีอาชีพเป็นครู จากนั้นก็สมัครเป็นมิชชันนารีเพื่อไปรับใช้พระเจ้าในต่างแดน
       
       หลังแต่งงานได้ ๔ ปี หมอบรัดเลย์และภรรยาก็ออกเดินทางจากเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกามาสู่ประเทศสยามในช่วงปลายรัชกาลที่ ๓ สองสามีภรรยาได้เรียนภาษาไทยและเผยแพร่ศาสนาโดยใช้วิชาแพทย์เป็นเครื่องมือ ให้คนป่วยอธิษฐานก่อนรักษา แจกใบปลิวให้ก่อนกลับบ้าน และยังเดินแจกใบปลิวพร้อมหนังสือเกี่ยวกับพระเจ้าให้แก่ชาวบ้านตามตลาด ท่าเรือ และวัด เพื่อให้ผู้อ่านรู้จักพระเยซูคริสต์
       
       หมอบรัดเลย์ทำงานรับใช้พระเจ้าร่วมกับภรรยา ๑๐ ปี เอมิลี่ผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงสวยที่สุดในบางกอกขณะนั้น ก็เสียชีวิตด้วยวัณโรคใน พ.ศ.๒๓๘๘ โดยไม่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านในอเมริกาเลย ต่อมาวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๓๙๐ หมอบรัดเลย์ได้พาลูกกำพร้าแม่ ๓ คนกลับไปอเมริกา และแต่งงานใหม่กับ ซาราห์ แบคลี่ จากนั้นก็พากันกลับมาทำงานต่อในสยาม
       
       หมอบรัดเลย์เสียชีวิตในวัย ๖๙ สมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๔๑๖ หลังจากที่เดินทางมาอยู่เมืองไทย ๓๘ ปี กลับไปเยี่ยมบ้านเสีย ๒ ปี จึงใช้ชีวิตเผยแพร่ความเจริญให้เมืองไทยถึง ๓๖ ปี
       
       หลังจากหมอบรัดเลย์เสียชีวิต ซาราห์ แบคลี่ บรัดเลย์ได้สานต่องานของสามี จนนางเสียชีวิตในเมืองไทยเช่นกันในวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๓๖ รวมอายุได้ ๗๕ ปี
       
       ส่วนลูกสาวคนเล็ก ไอรีน แบลล์ บรัดเลย์ ซึ่งเกิดในเมืองไทย เสียชีวิตในเมืองไทยเมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๔๘๓ สมัยรัชกาลที่ ๘ ขณะมีอายุได้ ๘๐ ปี ไม่มีโอกาสได้เห็นอเมริกาเลย
       
       ร่างของหมอบรัดเลย์ พร้อมกับภรรยาทั้ง ๒ และลูกสาวคนเล็ก นอนเคียงกันอยู่ที่สุสานโปรเตสแตนท์ ยานนาวา ในขณะนี้
       
       เมื่อมาถึงเมืองไทยไม่ถึงเดือน หมอบรัดเลย์ได้ตั้งคลินิกขึ้นแถววัดเกาะ สัมพันธวงศ์ ในวันที่ ๕ สิงหาคม และหลังจากเข้ามาถึงเมืองไทยได้ ๑ เดือนกับ ๑๐ วัน หมอบรัดเลย์ก็สร้างประวัติศาสตร์การแพทย์ด้วยวิธีผ่าตัดครั้งแรกขึ้นในเมืองไทย โดยตัดก้อนเนื้อที่หน้าผากของคนไข้รายหนึ่ง ขณะที่ไม่มีทั้งยาชาหรือยาสลบ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องเงียบๆไม่โด่งดัง
       
       ต่อมาในวันที่ ๘ กันยายน ได้เกิดเรื่องเมื่อกัปตันเรือชาวอังกฤษเข้าไปยิงนกในวัดเกาะ และเกิดวิวาทกับพระที่ไปห้าม หมอบรัดเลย์เป็นฝรั่งเหมือนกันเลยถูกหางเลขด้วย เจ้าของห้องที่ให้เช่าขอให้ย้ายก่อนที่ตัวเองจะเดือดร้อน หมอบรัดเลย์จึงมาอยู่ที่เรือนแพหน้ากุฎีจีน ฝั่งธนบุรี ย่านของชาวโปรตุเกส และที่ใหม่นี้หมอบรัดเลย์ก็สร้างผลงานโด่งดังขึ้น
       
       ในวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๓๗๙ มีงานฉลองวัดประยุรวงศ์ ซึ่งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์สร้างขึ้น มีมหรสพมากมายหลายอย่างรวมทั้งมีการจุดดอกไม้ไฟ และเพื่อให้สมกับที่เป็นงานใหญ่ ผู้จุดดอกไม้ไฟได้ขอยืมปืนใหญ่มาทำเป็นที่จุด โดยฝังโคนกระบอกลงดิน อัดดินปืนเข้าทางปากกระบอก แต่อัดเข้าไปเกินขนาด พอจุดไฟพะเนียง กระบอกปืนใหญ่จึงแตกเป็นเสี่ยง คนที่อยู่ใกล้ตายไปทันที ๘ คน บาดเจ็บอีกมาก หมอบรัดเลย์ซึ่งเปิดคลินิกอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุถูกตามตัวมาทันที
       
       หลายคนมีแผลฉกรรจ์ หมอบรัดเลย์ลงความเห็นว่าต้องผ่าตัด แต่พอได้ยินว่าต้องตัดบางส่วนของร่างกายออก บรรดาคนเจ็บก็ถอยหนีกันเป็นแถว ไม่เชื่อว่าคนเราสามารถตัดอวัยวะของร่างกายออกได้โดยไม่เสียชีวิต แต่พระสงฆ์รูปหนึ่งกระดูกแขนแตก หมอบรัดเลย์ว่าต้องตัดแขนทิ้ง เพราะบาดแผลฉกรรจ์เกินกว่าจะใส่ยา หากปล่อยไว้จะอักเสบลามทำให้เสียชีวิต พระสงฆ์รูปนั้นก็ใจถึงยอมให้ตัด โดยไม่มียาชาหรือยาสลบเช่นกัน ล่อกันสดๆ
       
       บรรดามิชชันนารีเองก็ลุ้นระทึก เฝ้าไข้กันทั้งคืน หากพระสงฆ์รูปนี้เป็นอะไรไป คงต้องเสียศรัทธายับเยินแน่ แต่ปรากฏว่าคนที่ยอมให้มิชชันนารีรักษา หายกันทุกคน ส่วนคนที่กลัวผ่าตัดกลับไปใส่น้ำมันมะพร้าว กินยาต้ม แผลอักเสบตายกันเป็นแถว การผ่าตัดรักษาตามแผนตะวันตกของหมอบรัดเลย์จึงได้รับความเชื่อถือขึ้นมาก
       
       โรคร้ายของเมืองไทยโรคหนึ่งในยามนั้นก็คือ ฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ ซึ่งทำให้คนตายปีละมากๆ ถ้าไม่ถึงตายก็หน้าพรุนเสียโฉมหรือตาบอด หมอบรัดเลย์ทุ่มเทในเรื่องนี้อย่างจริงจัง สั่งหนองฝีมาจากเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกามาใช้ แต่ไม่ค่อยได้ผล เพราะเชื้อเดินทางมาไกล พอมาถึงก็เสื่อมคุณภาพแล้ว ต่อมาจึงลองเพาะเชื้อขึ้นเองในประเทศไทย ซึ่งช่วยให้คนรอดตายจากไข้ทรพิษได้เป็นจำนวนมาก จนในที่สุดโรคนี้ก็หายไปจากเมืองไทย
       
       บิดาของหมอบรัดเลย์นอกจากจะเป็นศาสนาจารย์ เป็นผู้พิพากษาแล้ว ยังยึดอาชีพเกษตรกรและเป็นบรรณาธิการวารสารทางการเกษตร หมอบรัดเลย์จึงมีพื้นฐานทางการพิมพ์อยู่บ้าง ได้สั่งแท่นพิมพ์จากสิงคโปร์มาตั้งโรงพิมพ์ขึ้นที่บ้านซึ่งอยู่หลังป้อมวิชัยประสิทธิ์ ปากคลองบางหลวง งานพิมพ์แรกๆ ก็เป็นงานเผยแพร่ศาสนาและการแพทย์ ต่อมารับพิมพ์งานราชการ โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงจ้างพิมพ์ประกาศห้ามซื้อขายฝิ่นจำนวน ๙,๐๐๐ ฉบับ ซึ่งนับเป็นเอกสารทางรายการฉบับแรกที่ใช้วิธีพิมพ์แจกจ่ายประชาชน
       
       โรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ได้พิมพ์หนังสือออกมาวางขายด้วยหลายเล่ม เช่น วรรณกรรมเรื่อง สามก๊ก จินดามณี ประวัติศาสตร์ กฎหมาย รวมทั้งซื้อลิขสิทธิ์ “นิราศลอนดอน” ของหม่อมราโชทัย มาจัดพิมพ์ งานเล่มสุดท้ายคือดิกชันนารีภาษาไทย ในชื่อ “อักขราภิธานศรับท์”
       
       ประวัติศาสตร์หนังสือพิมพ์ในประเทศไทย ก็ต้องจารึกไว้อีกเหมือนกันว่า ผู้ให้กำเนิดหนังสือพิมพ์ไทยฉบับแรก ก็คือคนอเมริกันผู้นี้
       
       หลังจากอยู่เมืองไทยมา ๒๐ ปี เขียนภาษาไทยได้คล่องแคล่วแล้ว ในปี ๒๓๙๘ หมอบรัดเลย์ก็ออกหนังสือพิมพ์ภาษาไทยในชื่อ“บางกอกรีคอเดอร์” แต่ออกอยู่ไม่ถึงปีก็หยุด เอาไปรวมกับฉบับภาษาอังกฤษเป็นครั้งเป็นคราว
       
       หมอบรัดเลย์เรียกหนังสือพิมพ์ของเขาว่า “จดหมายเหตุ”บ้าง “นิวสะเปเปอ”บ้าง และ “หนังสือพิมพ์”บ้าง ต่อมาคำว่า “หนังสือพิมพ์” ก็ได้รับการยอมรับจนถึงทุกวันนี้
       
       หลังจากหยุดออกไปหลายปี ในวันที่ ๑ มีนาคม ๒๔๐๘ “บางกอกรีคอเดอร์” ได้ออกใหม่อีกครั้งเป็นรายปักษ์ เสนอทั้งข่าวในประเทศ ข่าวต่างประเทศ บทความ และจดหมายจากผู้อ่าน ครั้งนี้ออกอยู่ได้ ๒ ปีก็เกิดเรื่องโดนฟ้องฐานหมิ่นประมาท
       
       สาเหตุมาจากการปักปันเขตแดนสยามกับอาณานิคมของฝรั่งเศสในอินโดจีน ฝรั่งเศสซึ่งเล่นบทหมาป่ากับลูกแกะพยายามเอาเปรียบทุกทาง แต่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหกลาโหม ไม่ยอมอ่อนข้อให้ ม.กาเบรียล ออบาเรต์ กงสุลฝรั่งเศสขุ่นเคือง จึงกราบทูลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯให้ปลดเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ออกจากคณะกรรมการปักปันเขตแดน แต่ ร.๔ ไม่โปรดตามคำทูล ม.ออบาเรต์จึงทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรไปยืนดักรออยู่หน้าวังยื่นถวายพร้อมกับคำขู่ว่า ถ้าไม่ทำตามประสงค์ของเขาสัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับฝรั่งเศสจะต้องขาดสะบั้น เกิดสงครามขึ้นเป็นแน่ แต่พระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ตรัสตอบแต่อย่างใด เสด็จเข้าวังไป
       
       หมอบรัดเลย์เอาเรื่องนี้มาตีแผ่ใน“บางกอกรีคอเดอร์” ทั้งยังออกวามเห็นด้วยว่า การกระทำของทูตฝรั่งเศสนี้ผิดวิธีการทูต และดักคอว่าการไม่ยอมปลดสมุหกลาโหมนี้ กงสุลฝรั่งเศสอาจพยายามแปลความเป็นไปว่า ในหลวงได้ทรงหยามเกียรติพระเจ้าจักรพรรดินโปเลียน เป็นสาเหตุอ้างในการทำสงครามกับสยามก็เป็นได้
       
       การตีแผ่ของของ “บางกอกรีคอเดอร์” ทำให้กงสุลฝรั่งเศสไม่กล้าแสดงอำนาจบาตรใหญ่กับคณะกรรมการปักปันเขตแดนต่อไป แต่หันไปฟ้องหมอบรัดเลย์ต่อศาลกงสุลในข้อหาหมิ่นประมาท
       
       คดีนี้ทั้งคนไทยและฝรั่งในบางกอกต่างสนับสนุนหมอบรัดเลย์ กงสุลอังกฤษเสนอตัวเป็นทนายให้ กงสุลอเมริกันเป็นผู้พิพากษา แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯมีพระราชประสงค์ที่จะไม่สร้างความขุ่นเคืองให้กงสุลฝรั่งเศสอีก จึงห้ามข้าราชการไทยที่รู้เห็นเหตุการณ์ไปเป็นพยานให้หมอบรัดเลย์ ผลจึงปรากฏว่าหมอบรัดเลย์แพ้คดี ถูกปรับเป็นเงิน ๔๐๐ เหรียญอเมริกัน ซึ่งคนไทยและชาวต่างประเทศได้เรี่ยไรกันออกค่าปรับให้ และเมื่อเรื่องราวสงบแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯได้พระราชทานเงินให้หมอบรัดเลย์ ๒,๐๐๐ เหรียญ เป็นค่ารักษาข้าราชสำนักฝ่ายใน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นค่าปลอบใจเรื่องนี้นั่นเอง แต่เงินก้อนนี้ก็ไม่อาจรักษาไข้ใจของหมอบรัดเลย์ได้ จึงออก “บางกอกรีคอเดอร์” ฉบับวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๑๐ เป็นฉบับสุดท้าย
       
       แม้หมอบรัดเลย์จะเสียชีวิตไปร้อยกว่าปีแล้ว แต่เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ได้มีพิธีทางศาสนาเนื่องในวาระครบ ๒๐๐ ปีชาตกาลหมอบรัดเลย์ที่สุสานโปรเตสแตนท์ ถนนตก ซึ่งผู้ร่วมพิธีล้วนแต่เป็นคนไทย และที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็จัด “๒ ศตวรรษหมอบรัดเลย์” ในวันที่ ๑๖ กรกฎาคมยาวถึง ๘ สิงหาคม ๒๕๔๗
       
       แสดงว่ากาลเวลาไม่อาจทำให้คนไทยเราลืมพระคุณของมิชชันนารีผู้นี้ แม้จะยอมรับนับถือลัทธิศาสนาที่หมอบรัดเลย์มีหน้าที่มาเผยแพร่น้อยไปหน่อยก็ตาม

๒๐๐ ปีคนไทยไม่เคยลืมฝรั่งคนนี้! แม้จะไม่ประสบผลนักในงานที่ถูกส่งมาทำ แต่ประวัติไทยต้องบันทึกชื่อเขาไว้หลายหน้า!!
แท่นพิมพ์แรกของเมืองไทยที่หมอบรัดเลย์สั่งมาจากสิงคโปร์
       

๒๐๐ ปีคนไทยไม่เคยลืมฝรั่งคนนี้! แม้จะไม่ประสบผลนักในงานที่ถูกส่งมาทำ แต่ประวัติไทยต้องบันทึกชื่อเขาไว้หลายหน้า!!
โฉมหน้าของ “บางกอกรีคอเดอร์”
       

๒๐๐ ปีคนไทยไม่เคยลืมฝรั่งคนนี้! แม้จะไม่ประสบผลนักในงานที่ถูกส่งมาทำ แต่ประวัติไทยต้องบันทึกชื่อเขาไว้หลายหน้า!!
หลุมฝังศพหมอบรัดเลย์ในวัน ๒๐๐ ปีชาติกาล ยังมีคนไทยนำพวงมาลาไปวาง
       

ข่าวล่าสุด ในหมวด
๒๐๐ ปีคนไทยไม่เคยลืมฝรั่งคนนี้! แม้จะไม่ประสบผลนักในงานที่ถูกส่งมาทำ แต่ประวัติไทยต้องบันทึกชื่อเขาไว้หลายหน้า!!
“ทุ่งส้มป่อย” อยู่ที่ไหนเอ่ย! เคยเป็นที่ตั้งทัพรับข้าศึก ปัจจุบันคือสถานที่ตั้งพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน!!
รู้ยังอยู่ไหนบ้าง! ๑๗ สะพานสวยงามสร้างสมัย ร.๔ ร.๕ ร.๖ ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน!!
สมรภูมิเดียวที่ญี่ปุ่นต้องถอยตอนบุกไทย! ใจไม่ถึงที่จะยอมเสียบกันตายคู่ เป็นที่มาของ “อนุสาวรีย์จ่าดำ”!!
เป็นมาอย่างไร! ขุนดาบทะลวงฟันผู้ไม่ปรากฏชื่อในพงศาวดาร จึงมายืนถือดาบอยู่หน้ากองพล ๙ กาญจนบุรี!!
จำนวนคนโหวต 22 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 22 คน
100 %
ยังไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย
0 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017