หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกภูมิภาค | Scoop
 

เปิดจุดวิกฤตคลื่นกัดเซาะฝั่งทั่วไทย - ชี้ตัวการฝีมือรัฐก่อสร้างรุกชายหาด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
7 พฤษภาคม 2551 11:20 น.
เปิดจุดวิกฤตคลื่นกัดเซาะฝั่งทั่วไทย - ชี้ตัวการฝีมือรัฐก่อสร้างรุกชายหาด
เขื่อนกันคลื่นลักษณะนี้ถูกสร้างขึ้นในหลายจังหวัดตามแนวชายฝั่งอ่าวไทย โดยใช้งบประมาณมหาศาล เพื่อแก้ปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่งที่มีจุดเริ่มจากการสร้างเขื่อนและรอดักทรายริมปากแม่น้ำ
        รายงาน 3 ตอนจบ-ชายฝั่งทะเลไทยพินาศฝีมือใคร (ตอนที่ 2)
       
       ศูนย์ข่าวหาดใหญ่
– เปิดข้อมูล “ทส.” สำรวจพื้นที่คลื่นกัดเซาะชายฝั่งทะเลไทยตลอดแนว 3,000 กม. ทั้งในภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย-อันดามันและภาคตะวันออก พร้อมชี้จุดวิกฤตในทุกจังหวัด เผยหลายพื้นที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักอันเป็นผลจากสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำชายหาด ระบุชัดเขื่อนกันคลื่นและทราย เขื่อนหินทิ้ง รอดักทราย กำแพงริมตลิ่ง ซึ่งล้วนเกิดจากฝีมือภาครัฐเป็นตัวการสร้างปัญหาอย่างฉกรรจ์และกระจายอยู่ทั่วพื้นที่
       

       จากปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่งทะเลได้รับความเสียหายทั่วประเทศไทย ซึ่งกลายเป็นปัญหาหนักของภาคใต้ทั้งชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน รวมทั้งภาคตะวันออกด้วย หลายจุดเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงและกระจายตัวเป็นวงกว้าง ทั้งนี้มีการยืนยันแล้วว่าปัญหาหลักๆ เกิดจากสิ่งปลุกสร้างรุกล้ำชายฝั่ง โดยเฉพาะรอดักทรายและเขื่อนกันทราย
       
       สิ่งนี้ยืนยันได้จากเมื่อ 6–18 ส.ค.2550 ที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับสำนักการบินอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้ศึกษาความเสียหายในพื้นที่ต่างๆ อย่างเป็นทางการอีกครั้ง ภายใต้โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งโดยใช้อากาศยาน ซึ่งมีการสำรวจแนวชายฝั่ง สภาพการกัดเซาะและโครงสร้างชายฝั่ง ตลอดแนวชายฝั่งทะเลของไทยระยะทางประมาณ 3,000 กิโลเมตร(กม. )แบ่งเป็นฝั่งอ่าวไทย 2,000 กม. และอันดามัน 1,000 กม.
       
       กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้มอบหมายให้ นายปริทัศน์ เจริญสิทธิ์ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 7 ว. นายวีระพันธุ์ ทองมาก เจ้าหน้าที่บริหารงานประมง 6 นายอรุณกิจ สิทธิไชย และนาย ส.กรกช ยอดไชย เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน สังกัดสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นคณะทำงานปฏิบัติการร่วมในการสำรวจแนวชายฝั่งทะเลในครั้งนี้
       
       
ผลจากการสำรวจพบว่า แนวชายฝั่งทะเลอ่าวไทยที่เกิดความเสียหายมากเริ่มตั้งแต่ จ.นราธิวาส ที่มีแนวชายฝั่งยาวประมาณ 57 กม. ลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นทรายที่เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนทรายชายฝั่งต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดเป็นผืนทรายขนาดใหญ่โดยตลอด แนวชายฝั่งจึงเป็นประเภทหาดทรายทั้งหมด และมีลักษณะยาวต่อเนื่องกันในแนวเหนือ-ใต้

เปิดจุดวิกฤตคลื่นกัดเซาะฝั่งทั่วไทย - ชี้ตัวการฝีมือรัฐก่อสร้างรุกชายหาด
รัฐต้องสร้างเขื่อนกันคลื่นตลอดแนวชายฝั่งเพื่อแก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่งอันเกิดจากการสร้างเขื่อนและรอดักทรายริมปากแม่น้ำ ทำให้ชายหาดมาบตาพุด จ.ระยอง ที่เคยเป็นแนวยาวมากด้วยคุณค่าทางสังคมและระบบนิเวศ กลายสภาพเป็นอ่าวเล็กๆ
        พื้นที่กัดเซาะชายฝั่งพบเป็นแนวต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นจากบริเวณด้านเหนือของโครงสร้างชายฝั่งทะเล ที่พบมีการก่อสร้างบริเวณปากแม่น้ำและคลองที่มีขนาดใหญ่ทุกแห่ง ประเภทเขื่อนกันทรายปากแม่น้ำ (Jetty) มีลักษณะเป็นแนวเขื่อนหินทิ้งถมยื่นออกไปในทะเลความยาวอยู่ในช่วง 100–300 เมตร(ม.)
       
       เขื่อนกันทรายปากแม่น้ำใน จ.นราธิวาสพบ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนกันทรายปากแม่น้ำโก-ลก (แนวพรมแดนไทย-มาเลเซีย) และเขื่อนกันทรายปากแม่น้ำบางนรา แนวชายฝั่งทะเล จ.นราธิวาสที่มีการกัดเซาะชายฝั่งพบได้ตลอดแนว ตั้งแต่ปากแม่น้ำโก-ลกต่อเนื่องไปที่ชายหาดหน้าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ อ่าวมะนาว ขึ้นไปจนถึงเขตตัวเมืองนราธิวาส
       

       จุดวิกฤตใน จ.นราธิวาสอยู่ที่บ้านบาเกะ ระยะทางที่ถูกกัดเซาะ 4 กม. อัตราการกัดเซาะ 10 ม./ปี บ้านลาฆอปาละ ระยะทางที่ถูกกัดเซาะ 0.2 กม. อัตราการกัดเซาะ 5-6 ม./ปี และบ้านคลองตัน ระยะทางที่ถูกกัดเซาะ 21 กม. อัตราการกัดเซาะ 7-10 ม./ปี พื้นที่ทั้งหมดอยู่ในเขต อ.เมืองนราธิวาส
       
       ถัดไปเป็นแนวชายฝั่ง จ.ปัตตานี ระยะทางประมาณ 135 กม. ลักษณะพื้นที่โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นทรายที่เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนทรายชายฝั่งอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานเช่นเดียวกับ จ.นราธิวาส ดังนั้นแนวชายฝั่งทะเลของ จ.ปัตตานีจึงต่อเนื่องมาจากชายฝั่ง จ.นราธิวาส ส่วนใหญ่เป็นชายฝั่งประเภทหาดทราย และพบหาดโคลนเฉพาะบริเวณด้านในอ่าวปัตตานี โดยมีแหลมตาชีเป็นลักษณะชายฝั่งที่น่าสนใจ
       
       พื้นที่กัดเซาะชายฝั่งพบเป็นแนวต่อเนื่องเป็นช่วงๆ ตามโครงสร้างชายฝั่งทะเลประเภทเขื่อนกันทรายปากแม่น้ำที่มีการสร้างไว้เป็นช่วงๆ บริเวณปากแม่น้ำต่างๆ และกำแพงริมตลิ่งประเภทเขื่อนหินทิ้ง เขื่อนกันทรายปากแม่น้ำใน จ.ปัตตานีพบ 6 แห่ง ได้แก่ เขื่อนกันทรายปากแม่น้ำ อ.ไม้แก่น อ.สายบุรี อำเภอละ 1 แห่ง อ.ปานาเระ 2 แห่ง (คลองมะหวดและคลองปานาเระ) อ.หนองจิก 2 แห่ง (คลองตันหยงเปาว์และคลองราพา) กำแพงริมตลิ่งประเภทเขื่อนหินทิ้งพบ 3 บริเวณ ได้แก่ บริเวณบ้านบางตาวา บริเวณหาดรัชดาภิเษกและบริเวณชายฝั่งบ้านตันหยงเปาว์

เปิดจุดวิกฤตคลื่นกัดเซาะฝั่งทั่วไทย - ชี้ตัวการฝีมือรัฐก่อสร้างรุกชายหาด
มหันตภัยคลื่นกัดเซาะชายฝั่ง บ้านเกาะฝ้าย อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช คลื่นซัดบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายตลอดแนวชายฝั่ง กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง
        แนวชายฝั่งทะเล จ.ปัตตานีที่มีการกัดเซาะชายฝั่งพบมากบริเวณด้านเหนือของโครงสร้างชายฝั่งทั้งเขตจังหวัด ยกเว้นภายในอ่าวปัตตานีพบการเพิ่มขึ้นของพื้นที่หาดเลน รวมทั้งมีการถมพื้นที่ภายในอ่าวปัตตานีด้วย แนวชายฝั่งทะเลของ จ.ปัตตานีมีลักษณะเรียบตรงต่อเนื่องมาจากชายฝั่ง จ.นราธิวาส
       
       จุดวิกฤตใน จ.ปัตตานีอยู่ที่บ้านปะอิง–บ้านบางตาวา อ.หนองจิก ระยะทางที่ถูกกัดเซาะ 4.5 กม. อัตราการกัดเซาะ 10-20 ม./ปี และที่บ้านตันหยงเปาว์ อ.หนองจิก ระยะทางกัดเซาะ 1 กม. อัตราการกัดเซาะ 10-12 ม./ปี
       
       ถัดไปเป็นแนวชายฝั่ง จ.สงขลาระยะทางประมาณ 160 กม. มีลักษณะเรียบตรงยาวในแนวเหนือ-ใต้ ต่อเนื่องมาจากชายฝั่ง จ.ปัตตานีและ จ.นราธิวาส ชายฝั่งทั้งหมดของ จ.สงขลาเป็นหาดทราย พื้นที่กัดเซาะพบเป็นแนวต่อเนื่องเป็นช่วงๆ บริเวณโครงสร้างชายฝั่งทะเลประเภทเขื่อนกันทรายปากแม่น้ำที่มีการสร้างไว้เป็นช่วงๆ พบมากบริเวณด้านใต้ของเขตจังหวัดขึ้นมาจนถึงปากทะเลสาบสงขลา
       
       นอกจากนี้ ยังพบรอดักทรายอีก 2 แห่ง เขื่อนกันทรายปากแม่น้ำใน จ.สงขลาพบ 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนกันทรายปากคลองเทพา อ.เทพา เขื่อนกันทรายปากคลองสะกอม บ้านบ่อโชน อ.จะนะ เขื่อนกันทรายปากคลองนาทับ อ.จะนะ และเขื่อนกันทรายปากทะเลสาบสงขลา รอดักทรายพบ 2 บริเวณ ได้แก่ บริเวณบ้านเก้าเส้ง และบริเวณเทศบาลบ่อตรุ
       
       แนวชายฝั่งทะเล จ.สงขลาพบการกัดเซาะชายฝั่งในลักษณะเดียวกับ จ.ปัตตานีและ จ.นราธิวาส โดยพบบริเวณด้านเหนือของโครงสร้างชายฝั่งประเภทต่างๆ ทั้งนี้เนื่องจากการขาดตะกอนทรายมาทดแทนส่วนที่ขาดหายไป เนื่องจากการเคลื่อนตัวของตะกอนทรายจากอิทธิพลของกระแสน้ำชายฝั่ง

เปิดจุดวิกฤตคลื่นกัดเซาะฝั่งทั่วไทย - ชี้ตัวการฝีมือรัฐก่อสร้างรุกชายหาด
แผ่นดินที่เม็ดทรายเคยเรียงตัวเป็นแนวยาวตามชายฝั่ง บ้านบ่อโชน อ.จะนะ จ.สงขลา วันนี้ถูกคลื่นกัดกินกลายเป็นเหวลึก
        จุดวิกฤตใน จ.สงขลาอยู่ที่บ้านอู่ตะเภา–บ้านปากแตระ อ.ระโนด ระยะทางกัดเซาะ 4 กม. อัตราการกัดเซาะ 5.5 ม./ปี ส่วนที่หาดสมิหลา อ.เมืองสงขลา และพื้นที่บ้านบ่อโชน ต.สะกอม อ.จะนะ ซึ่งได้รับความเสียหายรุนแรงเช่นกัน แต่ไม่มีข้อมูลตัวเลขความเสียหายที่ชัดเจน
       
       ติดกับสงขลาเป็นแนวชายฝั่งทะเล จ.นครศรีธรรมราช ระยะทางประมาณ 235 กม. แนวชายฝั่งทะเลมีลักษณะเรียบตรงยาวในแนวเหนือ-ใต้ ต่อเนื่องมาจากชายฝั่ง จ.สงขลา จ.ปัตตานีและ จ.นราธิวาส ชายฝั่งส่วนใหญ่ของ จ.นครศรีธรรมราช เป็นหาดทราย โดยพบหาดโคลนบริเวณด้านในอ่าวปากพนัง บริเวณปลายแหลมตะลุมพุกไปจนถึงเขต อ.ท่าศาลา และพบหาดหินบริเวณด้านเหนือของเขตจังหวัดบริเวณ อ.ขนอม พื้นที่กัดเซาะชายฝั่งพบเป็นแนวต่อเนื่องบริเวณโครงสร้างชายฝั่งทะเล พบทั้งประเภทเขื่อนกันทรายปากแม่น้ำที่มีการสร้างไว้เป็นช่วงๆ นอกจากนี้ยังพบกำแพงริมตลิ่งที่สร้างตามแนวชายฝังจำนวนมาก
       
       เขื่อนกันทรายปากแม่น้ำใน จ.นครศรีธรรมราชพบ 6 แห่ง ได้แก่ เขื่อนกันทรายปากระวะ ต.หน้าสตน อ.หัวไทร เขื่อนกันทรายปากคลองระบายน้ำชะอวด-แพรกเมือง ต.เกาะเพชร อ.หัวไทร เขื่อนกันทรายปากคลองฉุกเฉิน ต.ท่าพญา อ.ปากพนัง เขื่อนกันทรายปากน้ำท่าศาลา เขื่อนกันทรายปากน้ำกลาย และเขื่อนกันทรายปากน้ำสิชล กำแพงริมตลิ่งถูกพบว่ามีการก่อสร้างจำนวนหลายบริเวณ โดยมากพบด้านเหนือของเขื่อนกันทรายปากแม่น้ำ เนื่องจากได้รับผลการกัดเซาะซึ่งเป็นอิทธิพลต่อเนื่องมา โดยพบกำแพงริมตลิ่งขนาดใหญ่ 2 บริเวณ ได้แก่ บริเวณท่าเทียบเรือเทศบาลหัวไทร และบริเวณริมถนนในเขตตำบลขนาบนาก อ.ปากพนัง
       
       แนวชายฝั่งทะเล จ.นครศรีธรรมราชพบการกัดเซาะชายฝั่งเกือบทุกตำบล โดยเฉพาะในเขต อ.หัวไทรและ อ.ปากพนัง (ด้านใต้เขตต่อเนื่องจาก จ.สงขลา) การกัดเซาะพบลักษณะเดียวกับ จ.สงขลา จ.ปัตตานีและ จ.นราธิวาส โดยพบบริเวณด้านเหนือของโครงสร้างชายฝั่งประเภทต่างๆ ทั้งนี้เนื่องจากการขาดตะกอนทรายมาทดแทนส่วนที่ขาดหายไป เนื่องจากการเคลื่อนตัวของตะกอนทรายจากอิทธิพลของกระแสน้ำชายฝั่ง แนวชายฝั่งตอนใต้ของจังหวัดมีลักษณะยาวตรง และพบพื้นที่ที่ถูกกัดเซาะชายฝั่งจำนวนมาก
       

       จุดวิกฤตใน จ.นครศรีธรรมราชอยู่ที่บ้านเคียนดำ–บ้านบ่อนนท์ อ.ท่าศาลา ระยะทางกัดเซาะ 8 ก.ม. อัตราการกัดเซาะ 6 ม./ปี บ้านแหลมตะลุมพุก–บ้านบางปอ อ.ปากพนัง ระยะทางกัดเซาะ 29 ก.ม. อัตราการกัดเซาะ 8 ม./ปี และที่บ้านเกาะทัง–บ้านหน้าศาล อ.ปากพนัง และรอยต่อ อ.หัวไทร ระยะทางกัดเซาะ 23 ก.ม. อัตราการกัดเซาะ 12 ม./ปี

เปิดจุดวิกฤตคลื่นกัดเซาะฝั่งทั่วไทย - ชี้ตัวการฝีมือรัฐก่อสร้างรุกชายหาด
ถนนเส้นนี้เคยเป็นเส้นทางสัญจรหลักของประชาชนบ้านนาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา วันนี้กลายเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ เสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้เดินทางผ่าน
        ถัดไปเป็นแนวชายฝั่งทะเล จ.สุราษฎร์ธานี ระยะทางประมาณ 160 กม. แนวชายฝั่งทะเลอยู่ในแนวตะวันออก-ตะวันตก ไม่มีผลต่อเนื่องมาจากชายฝั่ง จ.สงขลา เนื่องจากเป็นมุมหักจากเขตภูเขาสูงใน อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ชายฝั่งส่วนใหญ่ของ จ.สุราษฎร์ธานีเป็นหาดโคลน เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากตะกอนจากปากน้ำตาปี ซึ่งเป็นปากน้ำขนาดใหญ่ โดยมีดินดอนรูปตีนนกบริเวณปากแม่น้ำตาปีขนาดใหญ่ด้วย ส่วนเขตหาดทรายจะพบตอนบนของเขตจังหวัดบริเวณรอยต่อกับ จ.ชุมพร
       
       พื้นที่กัดเซาะชายฝั่งพบบริเวณเขต อ.กาญจนดิษฐ์ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินชายฝั่งทะเลจากป่าชายเลนเป็นบ่อกุ้งจำนวนมากบริเวณดินดอนรูปตีนนกบริเวณปากแม่น้ำตาปี
       

       จุดวิกฤตใน จ.สุราษฎร์ธานีอยู่ที่บ้านพอด–บ้านปากคลองคราม อ.ดอนสัก ระยะทางกัดเซาะ 8 กม. อัตราการกัดเซาะ 16 ม./ปี
       
       จากนั้นเป็นแนวชายฝั่งทะเล จ.เพชรบุรี ระยะทางประมาณ 90 กม. แบ่งลักษณะชายฝั่งเป็น 2 ประเภทคือ ชายฝั่งหาดทรายประมาณ 46 ก.ม. พบตอนใต้ของจังหวัดตั้งแต่ปลายแหลมผักเบี้ยลงไปจนถึงเขต จ.ประจวบคีรีขันธ์ ส่วนที่เหลืออีก 44 ก.ม. ตั้งแต่ปลายแหลมผักเบี้ยขึ้นมาทางเหนือจนถึงเขต จ.สมุทรสงครามเป็นหาดโคลน เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากตะกอนปากแม่น้ำบางตะบูนชายฝั่งทะเล จ.เพชรบุรี มีแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก ได้แก่ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน หาดชะอำหาดปึกเตียน หาดเจ้าสำราญ และแหลมหลวง
       
       พื้นที่กัดเซาะชายฝั่งพบเป็นแนวต่อเนื่อง มีการสร้างโครงสร้างชายฝั่งทะเล (เขื่อนหินทิ้ง) เพื่อป้องกันตลอดแนวชายฝั่ง ทำให้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ สูญเสียพื้นที่หน้าหาดไป นอกจากนี้ที่พบมีการสร้างเขื่อนกันทรายปากแม่น้ำขนาดใหญ่ที่ปากน้ำชะอำ แหลมหลวง และเขื่อนกันคลื่นที่ปลายแหลมผักเบี้ย
       
       จุดวิกฤตของ จ.เพชรบุรีอยู่ที่บ้านดอนมะขาม–บ้านท่าทำเนียบ อ.บ้านแหลม ระยะทางกัดเซาะ 5 กม. อัตราการกัดเซาะ 10 ม./ปี และบ้านบางเกตุ อ.บ้านแหลม ระยะทางกัดเซาะ 1.5 กม. อัตราการกัดเซาะ 7.3 ม./ปี
       
       แนวชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ 5 กม. ทั้งหมดเป็นหาดโคลน เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากตะกอนปากแม่น้ำหลายสายในเขตอ่าวไทยตอนใน แนวชายฝั่งเดิมเป็นป่าชายเลน ต่อมาพัฒนาพื้นที่เพื่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พบการกัดเซาะชายฝั่งเป็นแนวยาว มีพื้นที่ป่าชายเลนเหลือบริเวณขอบชายฝั่งเล็กน้อย บางแห่งพบการกัดเซาะเข้ามาถึงพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ส่วนการป้องกันชายฝั่งพบการสร้างเขื่อนหินทิ้งเพื่อกันคลื่นนอกชายฝั่ง
       
       จุดวิกฤตในกรงเทพฯ อยู่ที่ปากคลองขุนราชพินิตใจ–บ้านท่าตะโก เขตบางขุนเทียน ระยะทางกัดเซาะ 5.5 กม. อัตราการกัดเซาะ 15-25 ม./ปี
       
       แนวชายฝั่งทะเล จ.สมุทรปราการระยะทางประมาณ 50 กม. แนวชายฝั่งทั้งหมดเป็นหาดโคลน เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากตะกอนปากแม่น้ำหลายสาย โดยมีแม่น้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แนวชายฝั่งเดิมเป็นป่าชายเลน ต่อมาพัฒนาเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและเขตอุตสาหกรรม
       
       พบพื้นที่ถูกกัดเซาะชายฝั่งเป็นแนวยาว มีพื้นที่ป่าชายเลนเหลือบริเวณขอบชายฝั่งเล็กน้อย บางแห่งพบการกัดเซาะเข้ามาถึงพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมีการป้องกันชายฝั่ง ได้แก่ การสร้างเขื่อนหินทิ้งบริเวณเขตชุมชนและพื้นที่อุตสาหกรรม บ่อกุ้ง การปักแนวไม้ไผ่ เสาไฟฟ้า รวมทั้งการสร้างเขื่อนกันคลื่นแบบไส้กรอกทราย
       
       จุดวิกฤตใน จ.สมุทรปราการอยู่ที่ฝั่งตะวันตก บ้านคลองสีล้ง อ.บางปะกง ระยะทางกัดเซาะ 9 กม. อัตราการกัดเซาะ 12 ม./ปี
       

       ด้านแนวชายฝั่ง จ.ระยอง ระยะทางประมาณ 102 กม. อยู่ในแนวตะวันออก-ตะวันตก มีลักษณะเป็นอ่าวขนาดใหญ่เล็กต่อเนื่องกันจนไปสุดเขตจังหวัดที่ อ.แกลง ชายฝั่งทะเลตะวันตกเป็นหาดทราย ส่วนชายฝั่งทะเลตะวันออกที่ติดกับ จ.จันทบุรีเป็นหาดโคลน เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากตะกอนปากแม่น้ำประแสร์ คลองแขมหนูและคลองพังราด มีพื้นที่ป่าชายเลนและพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
       
       แนวชายฝั่ง จ.ระยองมีการใช้ประโยชน์ที่หลากหลายทั้งด้านการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภค ชุมชน ท่าเทียบเรือ และพื้นที่ถมทะเลเพื่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ พบการกัดเซาะชายฝั่งรุนแรงบริเวณหาดแสงจันทร์ ต่อเนื่องไปจนถึงปากน้ำระยอง ระยะทางประมาณ 13 ก.ม.
       
       จุดวิกฤตใน จ.ระยองอยู่ที่มาบตาพุด ในเขต อ.เมืองระยอง ระยะทางกัดเซาะ 4.7 กม. อัตราการกัดเซาะ 5-10 ม./ปี

ข่าวล่าสุด ในหมวด
เปิดพินัยกรรม “พ่อคูณ” มอบสังขารคณะแพทย์ ม.ขอนแก่น ห้ามขอพระราชทานเพลิงศพ นำอัฐิเถ้าถ่านลอยน้ำโขง (ชมคลิป)
อวสานสิ่งปลูกสร้างคลองพัทยาใต้ ตัวการน้ำท่วมขังเมืองพัทยา
ปิดคดี “พระหมอ” ไม่ลง! หรือเพราะเหตุผู้บงการเส้นใหญ่ สายสัมพันธ์แน่นทุกวงการ
ตามรอยบุญ ... นมัสการพระบาทพลวง บนยอดเขาคิชฌกูฏ
ทั้งรัก ทั้งชัง! จีนทะลักเชียงใหม่ (จบ) รับในเชิงรุก ขุมทอง นทท.จีน
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 7 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 6 คน
86 %
ไม่เห็นด้วย 1 คน
14 %
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีของเฟซบุกได้แล้ววันนี้ กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2015