หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกธรรมะ | ธรรมลีลา
ธรรมลีลา สุขภาพ

รายงานพิเศษ : รางวัลที่วิเศษสุด จากการประกวด‘ขยับกาย สบายชีวี วิถีพุทธ’

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 สิงหาคม 2547 15:28 น.
        ก้าวที่สองของโครงการประกวด“ขยับกาย สบายชีวี วิถีพุทธ”ได้สิ้นสุดลงแล้ว ด้วยความรู้ ตื่น และเบิกบาน ในหัวใจของทุกผู้คนที่เข้าร่วมโครงการ
        ทั้งนี้ หลังจากที่มูลนิธิธรรมอิสระและโครงการผู้จัดการสุขภาพ ได้จัดโครงการประกวด “ขยับกาย สบายชีวี วิถีพุทธ” ครั้งที่ 2 โดยเปิดรับสมัครนักเรียน นิสิตนักศึกษาเข้าร่วมการประกวดฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. ถึง 31 พ.ค.47 เป็นต้นมา แบ่งประเภทของผู้เข้าประกวดเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับประถมศึกษาตอนปลาย (ป.4-ป.6) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-ม.3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-ม.6) หรือเทียบเท่า (ปวช., ปวส.) และระดับอุดมศึกษา (เฉพาะระดับปริญญาตรี) โดยมีนักเรียนเข้าร่วมแข่งขันในโครงการขยับกายครั้งนี้ จำนวนทั้งสิ้น 8,685 คน จาก 555 โรงเรียน จำนวน 579 ทีม จาก 56 จังหวัดทั่วประเทศ
        การแข่งขันคัดเลือกระดับจังหวัดเริ่มต้นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน และผู้ชนะของแต่ละจังหวัดได้เข้าสู่การแข่งขันระดับภูมิภาคในเดือนกรกฎาคม จากนั้นผู้ชนะระดับภาคได้เข้าสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในระดับประเทศ เพื่อชิงโล่เกียรติยศ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พร้อมทุนการศึกษากว่า 400,000 บาท เมื่อวันเสาร์ที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. โดยมีนางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข เป็นประธานในพิธีประกวด
        นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โครงการการประกวดขยับกาย สบายชีวี วิถีพุทธ เป็นความคิดริเริ่มที่ดี ที่ทำให้เยาวชนมีการออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ จนเกิดปัญญา ซึ่งตรงกับนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้ประชาชนที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไปได้หันมาออกกำลังกาย โดยต่อจากนี้กระทรวงสาธารณสุขจะนำรูปแบบการออกกำลังกายวิถีพุทธไปมอบให้กรมอนามัยดูแล ซึ่งจะดำเนินการขยายไปสู่โรงเรียนและชมรมเครือข่ายสุขภาพที่มีกว่า 4 หมื่นชมรม ทั่วประเทศ โดยการนำเทคนิคสอนผ่านวีซีดี พร้อมกับจัดให้มีวิทยากรไปฝึกสอน ทั้งนี้การขยับกายถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่สอนให้ประชาชนรู้จักการป้องกันดูแลสุขภาพมากกว่าที่จะเน้นการรักษา ซึ่งโครงการดังกล่าวสามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป
        นายสนธิ ลิ้มทองกุล ประธานจัดการประกวด กล่าวถึงวัตถุประสงค์หลักในการจัดประกวดขยับกายฯ ในปีนี้ว่า เป็นการพัฒนาสุขภาพกาย สุขภาพจิตของเยาวชนให้ แข็งแรง แข็งแกร่ง เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ “อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมอยากจะย้ำเน้นเป็นพิเศษให้เยาวชนเข้าใจก็คือ แท้จริงแล้วสิ่งสำคัญของการประกวดไม่ใช่การแข่งขันเพื่อที่จะเอารางวัลที่ 1 ที่ 2 หรือที่ 3 แต่เป็นการแข่งฝึกตัวเองให้มีความมุ่งมั่น จริงจัง มีวินัยในการพัฒนาตน การได้รางวัลหรือไม่ได้ ไม่สำคัญ เพราะการบริหารกาย วิถีพุทธ นี้ฝึกให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรง มีสติ สมาธิเพิ่มมาก ขึ้น รวมทั้งการเรียนดีขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นรางวัลที่วิเศษที่สุด”
        สำหรับโรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือกมาแข่งขันในระดับประเทศ มีทั้งหมด 18 ทีม ผลการตัดสินมีดังนี้
        ระดับประถมศึกษาตอนปลาย ผู้ชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนหนองโตง(สุรวิทยาคม) จ.สุรินทร์ รองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนบ้านแม่ฮวก จ.ลำปาง และรองชนะเลิศ อันดับ 2 โรงเรียนวัดโบสถ์ จ.สิงห์บุรี ส่วนโรงเรียนที่ได้ รับรางวัลชมเชยได้แก่ โรงเรียนบ้านเขาจีน จ.สตูล และโรงเรียนโคกขี้หนอน จ.ชลบุรี
       ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนวัดธรรมจริยารมย์ จ.สมุทรสาคร รองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนวชิรปราการวิทยาคม จ.กำแพงเพชร และรองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนศรียานุสรณ์ จ.จันทบุรี ส่วนโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชมเชยได้แก่ โรงเรียนพิมานพิทยาสวรรค์ จ.สตูล และโรงเรียนโคกล่ามพิทยาคม
        ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยมุกดาหาร จ.มุกดาหาร รองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนศรียานุสรณ์ จ.จันทบุรี รองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนลาซาลโชติรวีนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ ส่วนโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชมเชย ได้แก่ โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี จ.ราชบุรี และโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ จ.กระบี่
        ระดับอุดมศึกษา ไม่มีสถาบันใดได้รับรางวัลชนะเลิศ ส่วนสถาบันที่ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย กทม.
        ที่น่าสนใจในการประกวดครั้งนี้ก็คือ มีทีมจากโรงเรียนโสตศึกษา จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับผู้พิการทางหู เข้าร่วมในการแข่งขันด้วย และได้รับรางวัลชนะเลิศระดับจังหวัด นางกมลรัตน์ สิงห์ศักดา อาจารย์ผู้ดูแลและฝึกสอนเล่าว่า เมื่อได้รับเรื่องจากจังหวัดแจ้ง ไป ทางโรงเรียนก็ถามเด็กว่า อยากฝึกกันไหม เขาก็อยากฝึก เราฝึกทุกวัน วันละ 2 ชม.หลังเลิกเรียน โดยดูจากซีดี แล้วอาจารย์จะแปลเป็นภาษามือให้เขาเข้าใจ ว่าหายใจเข้าช่วงไหน หายใจออกช่วงไหน แต่ตอนแรกให้เขานั่งสมาธิฝึกหายใจเข้าออกให้พร้อมกันก่อน ค่อยเริ่มฝึกท่า แต่เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน จะใช้เวลาในการเรียนรู้มากกว่าเด็กปกติ การทำให้พร้อมเพรียงกันนั้นแรกๆต้องอาศัยการใช้สายตาเหลือบดูเพื่อนข้างๆ เพราะเขาไม่ได้ยินเสียงให้จังหวะ จึงต้องอาศัยการฝึกมากๆจึงจะพร้อมเพรียงกัน แต่เด็กๆก็มีความกระตือรือร้น แจ่มใส รู้สึกมีความสุขที่ได้ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนเยาวชนอื่นๆ ทำให้เขามีความกล้าแสดงออกมากขึ้น ถึงจะชนะแค่ระดับจังหวัด เด็กๆก็ดีใจแล้ว เพราะได้ชนะโรงเรียนที่เด็กเขาปกติ
        ในขณะที่เด็กๆจากทีมโรงเรียนโสตศึกษาสื่อภาษามือผ่านอาจารย์ บอกว่า ชอบการฝึกขยับกาย ทำให้รู้สึกใจสงบ รู้สึกดี มีสมาธิในการเรียนมากขึ้น ไม่ฟุ้งซ่าน มีความจำดีขึ้น ใจเย็นขึ้นด้วย และสุขภาพแข็งแรง
        อ.จันทน์ทิพย์ ลิ้มทองกุล ผู้อำนวยการโครงการผู้จัดการสุขภาพ ซึ่งดูแลรับผิดชอบเรื่องการประกวดครั้งนี้ กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประกวดว่า
        “ไม่ว่าจะประกวดครั้งไหน จุดมุ่งหมายหลักของการประกวดเราไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องการแข่งขัน ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องที่มีผู้แพ้ผู้ชนะ แต่เราตั้งเป้าหมายว่าในการทำตรงนี้ เพื่อคัดเลือกพรีเซนเตอร์ประจำจังหวัด ประจำภูมิภาค และของประเทศ คัดเลือกคนที่สามารถทำได้อย่างถูกต้องมากที่สุดตามเกณฑ์ที่กำหนดหลักๆคือ ถูกต้องที่สุด สวยงาม ท่าทางสอดคล้องเชื่อมโยง และทำแล้วสามารถได้ผลตามที่หลวงปู่พุทธะอิสระ ผู้รังสรรค์ ท่าการขยับกาย บอกว่า หากทำอย่างนี้ถูกต้อง ร่างกายจะโปร่งเบาสบาย ความคิดโลดแล่น เราต้องการคัดคนที่จะทำได้อย่างนั้น เพื่อจะได้ไปสอนให้ถูก เท่านั้นเอง แล้วคนเหล่านี้ก็จะนำไปขยายผลต่อ ก็ต้องมาดูกันว่าจะขยายผลต่อไปอย่างไร โดยหลักการคือให้โรงเรียนที่ชนะเป็นต้นแบบ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องจัดประกวด เพื่อที่จะคัดเลือกผู้ที่ทำได้อย่างถูกต้อง สวยงาม มีความพร้อมเพรียงสอดคล้อง และนำไปเผยแพร่ได้อย่างถูกต้องเช่นเดียวกัน
        หลายโรงเรียนบอกว่าจะเอาเรื่องขยับกายเข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอนด้วย เพราะเห็นถึงผลดีที่เกิดขึ้น ซึ่งเราคิดไว้เหมือนกันว่าอยากจะให้เข้าไปสู่หลักสูตรการเรียนการสอน แต่ที่จัดงานนี้มุ่งเพื่อการเผยแพร่เป็นหลัก ส่วนการเข้าไปเป็นหลักสูตรนั้นเป็นผลที่ตามมา
        การขยายผลนั้นเราอยากให้มีการเผยแพร่ให้กับประชาชนให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น และขณะนี้เรากำลังทำเป็นภาคภาษาอังกฤษ เพื่อให้ชาวต่างชาติได้มีโอกาสเรียนรู้ด้วย เพราะที่ผ่านมาก็มีชาวต่างชาติเข้ามาอบรมกับเราด้วย”
        ผู้อำนวยการโครงการผู้จัดการสุขภาพ กล่าวถึงเด็กและเยาวชนที่นับถือศาสนาอื่นมาเข้าร่วมโครงการประกวดด้วยนั้น ถือเป็นการดี เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องการสอนศาสนา แต่เป็นการบริหารร่างกาย โดยนำสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะจริงๆแล้วสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นมีอยู่แล้วในธรรมชาติ เพียงแต่พระองค์มองเห็นและนำมาสอน สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งสากล ดังนั้นเมื่อเป็นสากลแล้ว ใครก็เข้ามาใช้ได้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะศาสนาพุทธ เช่นเรื่องลมหายใจ ซึ่งทุกคนมีอยู่แล้วก็มาผสมผสานกับหลักการของมหาสติปัฏฐาน ในเรื่องการรับรู้ การทำความรู้สึกตัวให้เข้าถึงการเคลื่อนไหวในแต่ละท่วงท่า
        “อยากให้ครูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงโรงเรียน ได้เข้าใจจุดนี้ด้วย โดยเฉพาะด้านการศึกษาที่จะนำเรื่องนี้เข้าไป อย่าคิดว่าเราเอาแต่โรงเรียนวิถีพุทธเท่านั้น เพราะจะทำให้เข้าใจผิดเพี้ยน และไม่ได้ประโยชน์”
        “คนที่ไม่ได้รางวัลชนะก็อย่าไปคิดเสียอกเสียใจ เพราะเราไม่ได้มองว่าใครแพ้ใครชนะ เพราะสิ่งที่คุณได้อยู่แล้วคือได้พัฒนาคุณภาพของตัวเองได้ดีกว่าเดิม เช่น มีสติมากขึ้น มีสมาธิมากขึ้น มีจิตใจที่สงบมากขึ้น มีความสดใสมากขึ้น มีความสุขใจมากขึ้น รูปร่างก็ดีขึ้น มีร่างกายที่แข็งแรง และโรคภัยบางอย่างอาจจะหมดไป อยากฝากว่า คนที่ได้เห็นประโยชน์ของการฝึกที่เกิดขึ้นกับตัวแล้ว ก็อยากให้ช่วยกันขยายประโยชน์ให้กับคนอื่นได้รับประโยชน์อย่างเราบ้าง ก็คือบอกกล่าวหรือสอนต่อๆไป แต่ขอให้สอนให้ถูกต้องเท่านั้นเอง หากไม่แน่ใจก็ขอให้ถามเจ้าของวิชา จะเขียนเป็นจดหมาย หรือถามได้ในทุกที่ที่หลวงปู่ท่านไปแสดงธรรม”
        สำหรับความคืบหน้าของการประกวดในครั้งต่อไปนั้น อาจารย์จันทน์ทิพย์ บอกว่า ตอนนี้กำลังหาจุดร่วมกันระหว่างผู้สอนกับผู้รับคำสอน เพราะเวลายังไม่สอดคล้อง สมดุลกัน คาดว่าอีกประมาณ 6 เดือน ท่าใหม่น่าจะออกเผยแพร่ได้ ซึ่งท่านั่งมีทั้งหมด 17 ท่า แต่ออกไป เพียง 11 ท่า ดังนั้นท่าใหม่จะเป็นการเสริมท่านั่งแล้วก็เพิ่มท่ายืน ซึ่งมีประมาณ 30 ท่า และขณะนี้ทางโครงการ ผู้จัดการสุขภาพก็ได้เปิดอบรม “ขยับกาย สบายชีวี วิถีพุทธ” ทุกวันเสาร์ ณ อาคารอนุรักษ์ บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ กทม.สนใจติดต่อได้ที่ โทร.0-2629-2211 ต่อ 1124,1152
       
       ก่อนจะถึงเส้นชัย...ก็ชนะแล้ว
        นางสาวดวงสุดา กาหลง อาจารย์โรงเรียนหนองโตง(สุรวิทยาคม) ซึ่งคว้ารางวัลชนะเลิศระดับประเทศในระดับประถมศึกษาตอนปลาย กล่าวถึงความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ว่า เราจะใช้เวลาว่างช่วงพักเที่ยงและหลังเลิกเรียนฝึกสอนเด็กๆ ซึ่งก่อนฝึกซ้อมแต่ละครั้งจะให้เด็กนั่งสมาธิก่อน เมื่อเด็กนิ่งมีสมาธิแล้วจะฝึกง่ายขึ้น แต่ยอมรับว่าในการฝึกซ้อมท่าบริหารขยับกายให้กับเด็กในช่วงแรกๆยากพอสมควร เพราะเด็กไม่เคยได้ลองทำกันมาก่อนเลย ถือว่าเป็นการออกกำลังกายแนวใหม่ที่ส่งผลดีให้กับเด็กมากๆ แต่พอฝึกสอนไปสักระยะหนึ่งเด็กก็มีความตั้งใจมีสมาธิมากขึ้น โดยการแข่งขันในครั้งนี้โรงเรียนได้ส่งนักเรียนเข้าประกวดระดับเดียว คือ ระดับประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 11 คน กว่าจะมาถึงวันนี้ รู้สึกภาคภูมิใจมากที่ทำสำเร็จ สามารถคว้ารางวัลในระดับประเทศมาได้ และคงจะไม่หยุดแค่การฝึกเพื่อประกวดเท่านั้น ต่อไปจะปรึกษากับอาจารย์ที่โรงเรียน ว่าน่าจะนำการขยับกายวิถีพุทธนี้เผยแพร่ให้เด็กกลุ่มอื่นๆในโรงเรียนได้บริหารร่างกายให้กว้างขวางมากขึ้น เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อการเรียนการสอน และไม่เพียงแต่กลุ่มครูและนักเรียนในโรงเรียนเท่านั้นที่สนใจฝึกท่าบริหารแบบขยับกายฯ แม้แต่พ่อแม่ ผู้ปกครองของเด็ก โดยเฉพาะเด็กในทีมแข่งขันเองก็สนใจมาก หลังจากเห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกหลานจากการออกกำลังกายขยับกายฯแล้วสภาพอารมณ์และร่างกายพัฒนาไปในทางที่ดี
        นางดวงแข ประดุจชนม์ อาจารย์โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยมุกดาหาร ซึ่งคว้ารางวัลชนะเลิศระดับประเทศในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กล่าวด้วยความดีใจว่า เป็นรางวัลที่นักเรียนและอาจารย์ทุกคนดีใจมากๆ เพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้พวกเราทุกคนต้องเสียสละทั้งเวลาและแรงกาย ซึ่งการฝึกทุกครั้งจะดูว่าเด็กแต่ละคนมีจุดอ่อน ทำผิดพลาด ท่าไหนมากที่สุด ก็มาปรับปรุงซ้อมกันตลอด โดยไม่ให้กระทบกับเวลาเรียนของเด็ก และในการแข่งขันแต่ละครั้งจะดูว่าจุดเด่นของแต่ละโรงเรียนที่มาแข่งขันมีอะไรบ้าง เพื่อนำมาปรับปรุงในทีม ซึ่งได้ส่งเข้าร่วมประกวด 2 ระดับ คือระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 15 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 14 คน การที่ได้รับรางวัลนี้มาถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียนอย่างยิ่ง เป็นการแข่งขันที่นักเรียนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง การแพ้-ชนะเป็นเรื่องธรรมดา สำคัญที่สุดคือ ประโยชน์ที่ได้จากการฝึกขยับกายฯคือตัวนักเรียนเองมีสุขภาพจิตดี มีสมาธิและผลการเรียนดีขึ้นก็พอใจแล้ว จึงอยากเชิญชวนให้โรงเรียนต่างๆ ส่งนักเรียนเข้าประกวด ขยับกายฯในครั้งต่อไป
        ขณะเดียวกันอาจารย์ดวงแขยังบอกว่า ในฐานะที่เป็นผู้สอนวิชาพุทธศาสนาของโรงเรียน ตนได้ขออนุญาตผู้อำนวยการที่จะบรรจุท่าบริหารขยับกายฯเข้าอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนให้กับเด็กนักเรียนระดับชั้น ม.1 และ ม.4 ในคาบวิชา ‘การบริหารจิต’ ซึ่งแต่เดิมวิชานี้เน้นให้เด็กนั่งสมาธินิ่งๆเป็นหลัก แต่ต่อไปจะนำท่าบริหารขยับกายฯไปประกอบการทำสมาธิ เชื่อว่าจะได้ผลมากกว่า เพราะไม่น่าเบื่อ การเรียนการสอนการบริหารจิตด้วย การขยับกาย สบายชีวี วิถีพุธดังกล่าว จะเริ่มตั้งแต่ภาคการศึกษานี้เป็นต้นไป
        นางชูจิตต์ แก้วกระจาย อาจารย์โรงเรียนวัดธรรมจริยาภิรมย์ ซึ่งคว้ารางวัลชนะเลิศระดับประเทศในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กล่าวว่า เริ่มทำการฝึกซ้อม ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่ไปลงทะเบียนสมัครแข่งขัน โดยตอนแรกก็เปิดซีดีที่ทางผู้จัดการประกวดมอบมาให้ดูเป็นตัวอย่างให้เด็กได้ลองทำตาม พอเด็กเริ่มทำได้ เราก็จะมาซ้อมกันอย่างจริงจัง โดยแบ่งเวลาตั้งแต่ช่วงเช้า กลางวัน เย็น ประมาณ 30 นาที ก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน เด็กทุกคนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีมีความสามัคคีพร้อมใจกันมาฝึกตามเวลาที่นัดหมาย นอกจากนี้เด็กๆทุกคนที่เข้าประกวดทั้งในระดับมัธยมต้น จำนวน 15 คน และมัธยมปลายจำนวน 15 คน ยังได้นำการออกกำลังกายแบบวิถีพุทธไปสอนให้กับรุ่นน้อง และเพื่อนๆ ที่มีสมาธิสั้น หรือไม่มีสมาธิในการเรียนให้มาฝึกด้วย
        นางบานบุรี จิตไทย อาจารย์จากโรงเรียนโคกล่ามพิทยาคม จ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า กลุ่มนักเรียนกำลังตื่นตัวกับศาสตร์ขยับกาย สบายชีวี วิถีพุทธ ในระดับที่สูงมาก สนใจขอเข้ามาฝึกท่าขยับกายฯ ดังนั้น จึงเกิดความคิดที่จะขยายผลการฝึกท่าขยับกาย ให้แก่นักเรียนที่สนใจของโรงเรียนด้วย นอกจากนี้โรงเรียนใกล้เคียงในจังหวัดร้อยเอ็ดก็สนใจเข้ามาศึกษา ดูงานฝึกท่าขยับกายฯของโรงเรียนโคกล่าม เพราะจากการนำเสนอผลการฝึกเบื้องต้นให้กับครูสอนวิชา พุทธศาสนา ว่าทำให้เด็กมีสมาธิจดจ่อในการเรียนดีขึ้นนั้น ทำให้ครูที่สอนพุทธศาสนาโรงเรียนอื่นๆ สนใจที่จะนำไปปรับใช้ที่โรงเรียนของตน อย่างไรก็ตามการขยายผลการฝึกขยับกายฯ ไปสู่โรงเรียนอื่นนั้น ยังไม่สามารถดำเนินการได้ในช่วงนี้ เฉพาะการฝึกสอนให้กับนักเรียนของโรงเรียนโคกล่ามพิทยาคม ก็ยังขาดแคลนครูฝึก ต้องอาศัยเวลาพัฒนาระยะหนึ่งให้มี บุคลากรพร้อม จึงจะสามารถขยายผลสู่โรงเรียนอื่นๆได้
        ด.ญ.ขนิษฐา ชมบ้านแพ้ว ชั้น ม.3 โรงเรียนวัดธรรมจริยาภิรมย์ บอกว่า รางวัลที่ได้รับนี้ เป็นเพราะเพื่อนๆทุกคนร่วมกันทำร่วมกันฝึกซ้อมจนได้รางวัลมา การฝึก ออกกำลังกาย สบายชีวี วิถีพุทธ ฝึกแล้วเห็นผลมาตั้งแต่ระยะแรกๆ คือ มีสมาธิในการเรียนและการอ่านหนังสือได้มากขึ้น และสังเกตดูว่าพอเวลาที่ตัวเองมีปัญหาอะไร ก็จะแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น มันเหมือนกับว่าเรามีสติอยู่กับตัวเองไม่วอกแวก ทำให้สุขภาพกายและสุขภาพจิตดี ซึ่งแตกต่างจากแต่ก่อนที่ใครทำอะไรให้ไม่พอใจ จะแสดงอาการออกมาทันที แต่เดี๋ยวนี้รู้จักแพ้ชนะและให้อภัย
        ด.ญ.อัญชริกา กิ่งมลิ ม.4 โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยมุกดาหาร กล่าวว่า
        “ถ้ามาพูดถึงสมาธินั่งหลับตา เด็กๆคงส่ายหัว แต่การ ฝึกขยับกายนี้รู้สึกว่าเป็นกายบริหาร แล้วได้เรื่องของลมหายใจด้วย ตอนฝึกเราจะนั่งหันหน้าเข้าหากัน แล้วฝึกการหายใจเข้าออกให้เท่ากันก่อน แล้วจึงค่อยเริ่มท่าต่างๆ
        เราซ้อมกันหนักมาก ซ้อมทุกวัน สัปดาห์แรกที่เราทำก็เห็นผลแล้ว คือรูปร่างจะดีขึ้น เมื่อก่อนหนูจะเป็นคนหลังค่อม แต่ตอนนี้หลังตรงแล้ว เรื่องอ่านหนังสือก็เหมือนกัน เมื่อก่อนสมาธิค่อนข้างสั้น หลังจากฝึกแล้วก็อ่านหนังสือติดต่อกันได้ตลอด 2-3 ชม. การเรียนก็ดีขึ้น รู้สึกว่าใจเย็นขึ้นด้วย อีกอย่างหนูมีปัญหาเรื่องหลังและเอว ซึ่งปวดบ่อยๆ เล่นกีฬามาทุกอย่าง ไม่หาย แต่พอมาเจอขยับกายนี่หนูจะไม่ค่อยปวดเลย คุณแม่ก็เป็น โรคปวดหลังเหมือนกัน หนูก็ไปสอนให้ ท่านก็บอกว่าดี แล้วเอาไปสอนนักเรียนที่โรงเรียนอีกที (คุณแม่เป็นครู)
        ตอนนี้เราก็เอากิจกรรมนี้เข้าไปในหอพักของโรงเรียน คือจะทำช่วงหลังสวดมนต์ประมาณ 2 ทุ่ม พวกเราก็ถ่ายทอดให้คนอื่น เพื่อนผู้หญิงที่สนใจเรื่องรูปร่าง ก็จะมาฝึกกันเยอะเลยค่ะ และทั้งโรงเรียนจะฝึกกันหมด เพราะการขยับกายนั้นทำได้ทุกที่ อย่างหนูนั่งเรียนเมื่อยๆ ก็ขยับท่านี้ค่ะ (ท่าที่ 4-หันซ้ายหันขวา) ได้ผลมากๆ รู้สึกกระปรี้กระเปร่า
        การมาประกวดก็เป็นธรรมดาที่มีการคาดหวัง แต่คุณครูก็จะเตือนว่าเรื่องรางวัลมันเป็นผลพลอยได้ แต่สิ่งที่ได้จริงๆคือตัวเรา”
        ด.ญ.รุจิรา อันลูกท้าว ชั้น ป.5 โรงเรียนหนองโตง (สุรวิทยาคม) จ.สุรินทร์ เปิดเผยด้วยความตื่นเต้น ดีใจ ถึงความรู้สึกที่ได้มาแข่งขันและการฝึกซ้อมว่า
        “หนูดีใจที่ได้รับคัดเลือกมา ตอนประกวดระดับจังหวัดก็เฉยๆ แต่พอชนะแล้วได้ประกวดระดับภาค คุณครูบอกว่า ถ้าใครไม่มีสมาธิจะต้องโดนคัดออกนะ บางคนก็กลัว เพราะอยากจะมาเข้าแข่งขัน ก็มีสมาธิดีขึ้นกว่าเดิม พอมาประกวดที่กรุงเทพก็ตื่นเต้นกันใหญ่ ครูบอกว่าถ้าผลออกมาแพ้ชนะก็ไม่เป็นไรนะ แต่รู้สึกดีใจที่ชนะ(ยิ้ม)
        หนูซ้อมกันมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ซ้อมไม่เบื่อเลยค่ะ ตอนแรกคุณครูเอาคนที่จิตไม่นิ่งมาซ้อมดูว่าจะทำได้มั้ย บางคนก็ทำได้ค่ะ เพราะเขาคิดถึงว่าเขาจะได้ไปกรุงเทพฯ ถ้าเข้ารอบใน 2,000 คน ก็เลยตั้งจิตได้ ครูบอกว่าถ้าใครชนะจะได้มากรุงเทพฯ เลยอดทนกันใหญ่ ถึงเหนื่อยก็ไม่บ่น เพราะอยากมากรุงเทพฯ (หัวเราะ)เราซ้อมวันละ 3 ชม. รวมกันเป็นกลุ่ม ถ้าใครไม่สามัคคี ครูจะเตือนว่า ถ้าไม่สามัคคีเดี๋ยวอดไปกรุงเทพฯนะ ก็เลยพากันสามัคคีเป็นกลุ่มใหญ่เลยค่ะ(หัวเราะ) ตอนแข่งระดับภาคนี่กลัวมาก เพราะมีหลายทีม แต่ละทีมตั้งใจกันมาก แต่พอชนะระดับภาค ในทีมหนูร้องไห้กันหลายคน เพราะจะได้มากรุงเทพฯแล้ว พอได้มากรุงเทพฯก็ตื่นเต้นกันใหญ่
        ได้ฝึกขยับกายแล้วจิตใจของหนูจะนิ่งมาก ตอนแรกจะมีสมาธิสั้น แต่ตอนนี้รวบรวมจิตได้ เช่น ยุงกัด เราก็ปล่อยให้มันกัดไป ถึงคันก็ต้องอดทนไว้ มันก็หายไปเอง ครูบอกให้ทดสอบดู ไม่มดก็ยุงนี่ละค่ะ เพราะถ้าทนไม่ได้ก็ไม่มีจิตที่นิ่ง ไม่สามารถรวบรวมจิตได้ การฝึกนี้ทำให้ร่างกายเราแข็งแรง มีจิตที่นิ่ง เมื่อทำแล้วเราก็จะได้ประโยชน์จากสิ่งตรงนี้มาก แต่ก่อนหนูตบ ยุงจนเลือดแดงเลย แต่เดี๋ยวนี้ก็แค่ไล่มันไป
        ครูบอกให้ขยายผลต่อคือให้ผู้ปกครองมาทำบ้าง เผื่อผู้ปกครองจะมีสมาธิเหมือนเรา ในหมู่บ้านของหนู เป็นหมู่บ้านที่ไม่ค่อยจะใหญ่ มีคนหนึ่งลดความอ้วนได้ไว ก็มีคนมาถามว่าทำไมลดความอ้วนได้ คนนี้เขาก็ บอกว่าฝึกขยับกายแล้วลดได้จริงๆนะ เขาก็ทำกันค่ะ เพราะแถวบ้านคนอ้วนเยอะมาก เขาก็ขยายผลต่อไปทั่วหมู่บ้าน
        จบการประกวดแล้ว ครูก็บอกว่าให้ทำต่อไป จนกว่าโรงเรียนเราจะมีสมาธิที่ดีที่สุด”
        ด.ญ.อลิศา แซ่อ่อง ชั้น ป.5 รร.บ้านเขาจีน จ.สตูล บอกว่า “ฝึกขยับกายแล้วจิตใจแจ่มใส มีสมาธิตั้งมั่น อยู่ในความสงบ ทำให้จิตใจไม่วอกแวก ไม่พะวงอยู่กับ เรื่องอื่น ทำให้เรียนหนังสือได้ดีขึ้น สมองปลอดโปร่ง ความจำดีขึ้น หมดโครงการนี้หนูก็จะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันต่อ อย่างตื่นนอนหรือก่อนนอน”

ข่าวล่าสุด ในหมวด
อาหารเป็นยา : เติม “แคลเซียม” ให้กระดูกมีพลัง
รายงานพิเศษ : กินผักผลไม้น้อย ส่งผลป่วยโรคความดัน-เบาหวาน-หัวใจ
รอบรู้โรคภัย : “ไข้” เป็นแค่ไหนตัองพบแพทย์
รายงานพิเศษ : กรมอนามัยแนะ ยึดหลัก 4 ล. “กินเจ” สุขภาพดีทั้งกายใจ
รายงานพิเศษ : สธ.เตือนโรคตาแดงระบาด พบแล้วกว่า 100,000 ราย !!
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 4 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
5. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ cs@astvmanager.com หรือ cs.astvmanager@gmail.com ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบ และลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายใน 3 วันทำการ
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
โชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่แสดงความเห็น เพียงเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟซบุก กดที่ปุ่มด้านล่างนี้เลย!

ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
 
 *
  กฎกติกาการแสดงความคิดเห็นฉบับเต็ม
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014