หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการรายวัน | Live-Lite
 

ช่างกลตีกันยับ!!! ทวีความโหด…ตามจังหวะสังคม

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน
7 กันยายน 2553 18:43 น.

ช่างกลตีกันยับ!!! ทวีความโหด…ตามจังหวะสังคม

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ช่างกลตีกันยับ!!! ทวีความโหด…ตามจังหวะสังคม

ช่างกลตีกันยับ!!! ทวีความโหด…ตามจังหวะสังคม

ช่างกลตีกันยับ!!! ทวีความโหด…ตามจังหวะสังคม

ช่วงเปิดเทอม ข่าวประเภทนักศึกษารับน้องโหด เผาขนที่ลับ เอาเหล็กร้อนมานาบ เป็นข่าวที่ดึงความสนใจของคนหมู่มาก และไม่นานเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปมีเรื่องใหม่ๆ เข้ามา ความสนใจก็ลดลงจนคนลืมไปในที่สุด แต่ข่าวที่กลายเป็นภาพจำของนักศึกษาอาชีวะกลับไม่ใช่เรื่องรับน้องโหดอย่างเช่นสถาบันการศึกษาทั่วไปแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องประเภทตีรันฟันแทงคู่อริเด็กอาชีวะที่อื่นอย่างถึงพริกถึงขิง
       
        ช่วงที่ผ่านมาข่าวคราวของเด็กอาชีวะเป็นข่าวดังขึ้นหน้าหนึ่งเกือบทุกวันและเกือบทุกฉบับ ตั้งแต่นัดพวกกว่าร้อยคนมาตีกันที่หน้าห้างสรรพสินค้า, จับคู่อริโยนลงแม่น้ำเจ้าพระยาสังเวยความสะใจ แต่หลังๆ ชักจะเริ่มลุกลามไปถึงคนตาดำๆ ที่จังหวะไม่ดีได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ อย่างข่าวเด็กช่างกลนับสิบขี่รถจักรยานยนต์ไล่ยิงคู่อริใส่รถเมล์สาย 538 จนคนขับต้องรีบขับหนีเข้าไปในโรงพยาบาล และห่างกันแค่ 2 วันเท่านั้น ข่าวเด็กชายจตุพร ผลผกา อายุ 9 ขวบ ต้องเสียชีวิต เพราะโดนลูกหลงจากเด็กโรงเรียนเทคโนโลยีบางกะปิยิงกราดคู่อริบนรถเมล์ 113
       
        ความหวาดกลัวและสายตาประณามจากสังคมใส่เด็กกลุ่มนี้จึงเข้มข้นไม่ต่างจากมอง ‘อาชญากร’
       
        สาเหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะอะไร เหตุใดคนนอกจึงต้องตกเป็นเหยื่อ เรื่องนี้สามารถอธิบายได้ แต่ต้องเล่าย้อนจากยุคอดีต เพื่อตีแผ่ยุคปัจจุบัน
       
       ขนบแบบเก่า ตีแล้วแยก ไม่มั่วไม่รุม
       
        ศิษย์เก่า (ขอสงวนนาม) แผนกช่างกลโลหะรุ่น 20 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพหรือที่รู้จักกันในชื่อ เทคนิคกรุงเทพ เล่าย้อนความหลังให้ฟังว่า สมัยก่อนตอนปี 2520 ที่ตนเรียนอยู่นั้น เรื่องของการตีกันก็มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะระหว่างเด็กช่างกลกับช่างก่อสร้าง เพราะมาจากสถาบันคู่อริกันอย่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน
       
        “สมัยนั้นอุเทนถวายกับเทคนิคปทุมวันมีเรียนถึงแค่ระดับ ปวช. (หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ) จึงต้องสอบเข้ามาเรียนระดับ ปวส. (หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง) ที่เทคนิคกรุงเทพ เด็กอุเทนฯ เป็นสายพวกก่อสร้าง ส่วนเด็กเทคนิคปทุมวันเป็นสายช่างกล แล้ว 2 พวกนี้ก็เข้ามาอยู่ที่เดียวกันก็เลยตีกันเอง”
       
        เหตุผลที่ทำให้ 2 โรงเรียนนี้ตีกัน แล้วยังตามมาตีกันต่อแม้จะอยู่เทคนิคกรุงเทพที่เดียวกันแล้วก็ตาม ศิษย์เก่าช่างกลโลหะคนนี้บอกว่าน่าจะเป็นเพราะโรงเรียนอยู่ใกล้กัน เจอหน้ากันบ่อยๆ ก็เกิดอาการเขม่นกันเป็นธรรมดา เป็นวัยรุ่นชายมักจะคิดว่าใครใหญ่กว่าในถิ่นของข้าไม่ได้ ยิ่งเข้ามาเจอโจทก์เก่าสมัย ปวช. มีหรือจะปล่อยไว้ได้ กระนั้นเองระหว่าง 2 แผนกนี้เขาก็ไม่ได้ตีกันเรื่อยเปื่อย แต่จะมีวันเวลาพิเศษ
       
        “แหล่งนัดตีกันสมัยก่อนก็สยามฯ นั่งกันอยู่แถวบันได นั่งไปนั่งมาเดี๋ยวก็ตีกัน แต่พอเข้ามาเป็นเทคนิคกรุงเทพแล้วเขาก็ไม่ใช่ว่าเจอกันแล้วตีกันเลยนะ จะต้องเป็นตอนงานกีฬาสีระหว่างแผนก เช่น แข่งบาสฯ ระหว่างช่างกลกับช่างสำรวจ คือถ้ารายการไหนช่างกลจะเจอกับช่างก่อสร้างก็เตรียมตัวได้เลย เพราะรู้กันว่ามันเอาแน่ เป็นประเพณีเลย มันก็จะใช้กรรไกรตัดรั้วรอไว้ก่อน พอตีกันมีเรื่องขึ้นมา ก็วิ่งออกรูนี้เลย
       
        “แล้วถ้าพูดถึงเด็กโรงเรียนอื่น ส่วนใหญ่ที่เจอๆ มา อย่างมากก็ 3-4 คน มองหน้าแล้วตีๆ กันซึ่งหน้า เสร็จก็แยกย้าย ไม่มีตามไปแก้แค้นหรืออะไรแบบนั้น ของที่ใช้ก็แค่ไม้ที หรือถ้าแรงๆ เลยก็หนังสติ๊กใช้หัวน็อตยิงเป็นกระสุน อันนั้นโดนเข้าจังๆ ก็เจ็บหนัก ยังไม่มีใครใช้ปืนกัน เพราะไม่ได้กะเอาให้ถึงตาย แค่ข่มขวัญมากกว่า”
       
       เรื่องธรรมดาที่พัฒนาให้รุนแรงขึ้น
       
        อย่างที่ศิษย์เก่าเด็กเทคนิคกรุงเทพกล่าวไว้ว่าการตีกันในอดีตมันเกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องทั่วๆ ไป แต่เพราะสังคมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป โลกแคบลง ประชากรหนาแน่นขึ้น โอกาสที่จะตีกันแถวป้ายรถเมล์จึงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว คนบริสุทธิ์จึงต้องพลอยฟ้าพลอยฝนโดนลูกหลงไปด้วย
       
        แล้วยิ่งอาวุธที่ใช้รุนแรงกะเอาให้ถึงแก่ชีวิตด้วยแล้ว ทั้งคู่อริตัวจริง และคู่อริตัวปลอมก็ยากที่จะหลบเลี่ยง
       
        วัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือครูหยุย เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ก็กล่าวไปในทางเดียวกันว่า จริงๆ แล้วเรื่องการตีกันของเด็กอาชีวะนั้นมีนานานแล้ว แต่ที่ช่วงนี้ถูกพูดถึงมากขึ้น ก็เพราะมีบุคคลภายนอกได้รับผลกระทบมากขึ้น จนบางคนถึงขั้นเสียชีวิต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พอเด็กกลุ่มนี้เริ่มขยับก็จะถูกจับจ้องมากเป็นพิเศษ
       
        “สถานการณ์มันเป็นปกติเลย เพราะการตีกันก็มีเป็นระยะๆ เป็นช่วงๆ แต่ไม่ค่อยเป็นข่าว พอมันเริ่มกระทบสังคมคนก็เลยตกใจ และถ้าเรามาวิเคราะห์จริงๆ มันก็เป็นผลมาจากด้านจิตวิทยาเหมือนกันนะ เพราะมนุษย์เราพอมันเปลี่ยนกางเกงจากขาสั้นเป็นขายาว แสดงว่ามันเป็นหนุ่มขึ้น เพราะเด็กอาชีวะคือเด็กที่จบ ม.3 ใช่ไหม ส่วนเด็กที่เรียน ม.4 ก็ใส่ขาสั้นเหมือนเดิม เราเรียกตรงนี้ว่าเป็นปมผู้ใหญ่ในร่างเด็ก เพราะฉะนั้นจึงมีคำกล่าวที่ว่า เด็กขายาวไม่ตีกับขาสั้น เพราะขายาวมันเป็นผู้ใหญ่ไง ซึ่งตรงนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่มีอะไรซับซ้อนของพฤติกรรมมนุษย์”
       
        ส่วนสาเหตุที่ปัญหาเริ่มรุนแรงมากขึ้น ครูหยุยก็วิเคราะห์ว่า เป็นเพราะทุกวันนี้สังคมไทยเริ่มแคบขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นโอกาสที่จะไปกระทบต่อผู้อื่นก็ยิ่งมีสูงขึ้นไปด้วย
       
        “สังคมเรามันหนาแน่นขึ้นนะ ก็เลยเริ่มมีการกระจายตัวตีตามรถเมล์ ทั้งในที่ชุมนุมชน โอกาสกระทบกระทั่งคนอื่นก็เลยสูง ประจวบกับว่า กลไกการหาอาวุธมันเริ่มง่ายขึ้น มีแหล่งซื้อจากอินเทอร์เน็ต แหล่งซื้อจากตลาดมืด สารพัด พอหาง่าย การใช้อาวุธก็เลยมีโอกาสรุนแรงขึ้น และโอกาสฆ่าสูงขึ้น เพราะฉะนั้นพูดง่ายๆ ก็คือถ้าเทียบกับยุคสมัยก่อน อัตราการตีคงไม่ได้สูงขึ้นหรอก ความรุนแรงจากการใช้อาวุธต่างหากที่มีมากขึ้น”
       
       อาชีวะมองอาชีวะ
       
        นอกจากไม้ทีตีแล้วเจ็บ อาวุธปืนและของมีคมได้เข้ามาเป็นปัจจัยสร้างความรุนแรงถึงแก่ชีวิตในหมู่เด็กอาชีวะ เด็กอาชีวะด้วยกันเองที่ไม่ได้คิดจะไปหาเรื่องกับใครจึงต้องระวังตัวเป็นพิเศษยิ่งกว่าประชาชนทั่วไป เพราะตนเองก็นับว่าเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มอาชีวะนักเรียนนักเลงพวกนี้
       
        “อย่างพวกผมเวลาเดินไปโรงเรียนตอนเช้าก็จะไปกันประมาณ 20 คนแต่ช่วงเย็นเวลากลับจะเยอะกว่านี้ ถ้าเราไปคนเดียวก็จะถูกโรงเรียนที่ไม่ถูกกันทำร้ายเอาได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นให้เห็นบ่อยๆ อย่างผมก็เคยโดนมาแล้ว ตอนนั้นเดินทางเพื่อกลับบ้านก็โดนเด็กอีกสถาบันหนึ่ง ที่เราก็ไม่รู้ว่าไปทำเรื่องให้เขาเดือดร้อนหรือไม่พอใจตรงไหน มาฟันเราแต่โชคดีที่บาดเจ็บไม่เยอะเย็บไม่กี่เข็ม เรื่องก็ถึงหูอาจารย์ ผู้ปกครองต่างก็เตือนให้ระวังตัวหน่อย”
       
        เด็กอาชีวะอย่าง ภาคภูมิ ขวัญเมือง วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทศบาลอ้อมน้อย เล่าให้ฟังถึงความจำเป็นที่ต้องไปกันเป็นกลุ่ม ก็เพื่อความปลอดภัยของตนเอง แต่กระนั้นเมื่อเกิดข่าวเด็กตีกันบ่อยๆ ประกอบกันการเดินทางไปไหนมาไหนเป็นพวกพ้องก็ส่งผลให้ประชาชน ชาวบ้านต่างก็หลบกันกลัวว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น
       
        เช่นเดียวกับ นันทนา ฟอพิมาย นักศึกษาชั้น ปวช.ปี2 วิทยาลัยเดียวกัน ที่กลัวว่าคนอื่นจะมองตนไม่ดี เพราะไปเหมารวมกับพวกอาชีวะนักเลง
       
        “เราก็กลัวเหมือนกันนะว่าคนอื่นๆ จะเอาเราไปเหมารวมกับเด็กโรงเรียนอื่นที่มีเรื่องตีกัน ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่ได้รับรู้หรือติดตามข่าวมารู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นค่อนข้างที่รุนแรงพอสมควร โดยเฉพาะการที่ทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และบางครั้งเราก็กลัวไม่กล้ามาเรียน พ่อแม่ก็เป็นห่วงบอกว่าให้ระวังตัวนะไม่ใช่อยู่ดีๆ มีคนเอาระเบิดมาปา เราโดนแบบนี้แล้วใครจะรับผิดชอบ”
       
        แม้จะไม่เคยโดนระเบิด แต่เธอก็เคยผ่านเหตุการณ์โดนรถจักรยานยนต์ของอาชีวะโรงเรียนอื่นขี่ไล่กวดกะจะเอาชีวิตมาแล้ว
       
        “วันนั้นเป็นวันสถาปนาของอีกสถาบันหนึ่ง แล้วเผอิญกลุ่มของเราก็ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านเพื่อกลับบ้าน เด็กของสถาบันนั้นมีประมาณ 30-40 คนก็ขี่รถไล่ตีเราซึ่งมีคนน้อยกว่าประมาณ 20 คน มีการถือมีดคนละเล่มเพื่อมาไล่ตีพวกเรา เมื่อเกิดเรื่องขึ้นคนแถวนั้นก็วิ่งกันวุ่นหาที่หลบ เราก็รีบขี่มอเตอร์ไซค์หนี จากเรื่องที่เกิดขึ้นที่พวกเขาทำกันนั้นเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับสถาบันในวันสถาปนาโรงเรียน
       
        “นอกจากนี้ก็เคยเจออีกหลายครั้งเช่น เด็กเทคนิคกับเด็กเทคโนฯ ยิงปืนใส่กระจกรถแตก เหตุที่ทำเพราะไม่ถูกกัน และส่วนใหญ่เท่าที่สังเกตอาวุธที่ใช้ก็จะมีระเบิดขวด ปืนซึ่งมีหลายแบบหลายชนิดเท่าที่หามาได้ มีมีดดายหญ้าที่ไปซื้อมาจากร้านขายอุปกรณ์การเกษตร อย่างสถาบันเราหรือกลุ่มของเราจะไม่ทำใครก่อนแต่ถ้ามีใครมาทำร้ายก็คงต้องตอบโต้กลับไปบ้าง โดยส่วนตัวเราก็ไม่ได้มีอคติหรือสนับสนุนเรื่องพวกนี้นะ ส่วนหนึ่งที่เราต้องทำก็เพื่อปกป้องตัวเองและก่อนที่จะทำอะไรลงไปก็ให้คิดถึงพ่อแม่หรือคนที่รักเราบ้าง”
       
       ทางออกมีหรือไม่มี?
       
        ปัญหาจากเด็กอาชีวะตีกันไม่ใช่ว่าไม่มีใครคิดจะออกหน้ามาแก้ไข เขาก็แก้กันมาเรื่อยๆ แต่ถ้าคนอยากจะตีกัน เขาก็สามารถหาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาอ้างได้ไม่รู้จักจบ จนคนแก้เองก็ไม่รู้จะไปแก้จากต้นเหตุที่ตรงไหน ได้แต่แก้ปัญหาเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นมาแล้ว
       
        ขั้นแรกๆ คือการแก้ไขแบบจับจุดจากเครื่องแบบ บางโรงเรียนถึงกับสั่งยกเลิกตราสัญลักษณ์บนเสื้อที่บอกว่าเป็นใครมาจากไหน เอาหัวเข็มขัดออกไปแล้ว รวมทั้งสั่งห้ามนักเรียนพกอะไรมาโรงเรียนเลย แต่มีหรือที่วัยรุ่นเลือดร้อนเหล่านี้จะสนใจ เพราะก็ยังคงพฤติกรรมเดิมๆ อยู่ไม่เปลี่ยนแปลง หรือไม่ก็เปลี่ยนวัตถุประสงค์ใหม่เพื่อจะได้ตีกันเหมือนเช่นเดิม
       
        อีกแนวทางการแก้ไขปัญหาที่คลาสสิกไม่แพ้กัน ก็คือการเผชิญหน้ากันบนโต๊ะ โดยมีรัฐมนตรีนั่งเป็นหัวหลักหัวตอ จากนั้นก็ให้ทั้งหมดจับมือโชว์สื่อมวลชน พร้อมกับให้คำสัญญาว่ารักกัน ไม่ตีกันอีกแล้ว แต่ดูเหมือนวิธีนี้ก็จะไร้ผลเช่นกัน เพราะคล้อยหลังไปอีกไม่กี่วัน เด็กจากโรงเรียนทั้งคู่ก็ยังตีกันเหมือนเป็นปกติ
       
        นอกจากนี้ยังมีมาตรการที่ถูกหยิบขึ้นมา 'ขู่' อยู่เสมอๆ เช่น การงดรับนักเรียนชั่วคราว 1 ปี แต่ก็ดูเหมือนจะไร้ผล เพราะการงดรับนักเรียน ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่านักเรียน (เจ้าปัญหา) ที่เหลืออยู่จะไม่ออกไปยั้วเยี้ยที่ไหน
       
        แต่ที่ดูจะได้ผลมากที่สุด ก็คือการใช้มาตรการทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำการสำรวจพื้นที่อย่างจริงจังว่า ตรงไหนเป็นจุดเสี่ยงบ้าง และถ้าตรงไหนมีโอกาสเกิดความรุนแรงก็จะจัดชุดปฏิบัติการเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง เสียอย่างเดียวที่มาตรการแบบนี้ถูกนำมาใช้เฉพาะตอนที่เกิดมากๆ เท่านั้น พอหมดก็หาย หรือแม้แต่ให้ไปบำเพ็ญประโยชน์ เช่น ออกไปตระเวนช่วยซ่อมรถ ซึ่งหลายๆ คนก็ชมและเห็นว่าดูจะเป็นประโยชน์มากที่สุด ที่สำคัญยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของเด็กอาชีวะอีกด้วย
       
        และที่เป็นกระแสสังคมแบบร้อนแรงสุดๆ ในตอนนี้ คือความคิดจะส่งเด็กอาชีวะกลุ่มที่มีปัญหาลงไปภาคใต้ กระแสจากประชาชนก็มีหลายทาง ตั้งแต่ 'เอาเลย ไปโดนระเบิดเองจะได้รู้เสียบ้าง' หรือไม่ก็ 'คนภาคใต้เขาผิดอะไร ถามเขาหรือยังว่าเขาอยากได้ไหม'
       
        ครูหยุยพูดถึงทางออกที่จะคลี่คลายเรื่องนี้ไว้อย่างน่าคิดว่า ให้ใช้วิธีคัดคนก่อนแล้วค่อยดูว่าเด็กที่ก่อเรื่องเป็นแกนนำหรือคนตาม ซึ่งวิธีการจัดการก็ต้องไม่เหมือนกัน วิธีการนี้อาจจะช่วยแก้ไขในระยะยาวได้ และต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ห้ามประนีประนอม
       
        “หน้าที่หลักๆ ของเจ้าหน้าที่เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ ก็คือจำกัดกลุ่มวงเอาไว้ จากนั้นก็จำแนกคน เพราะวงจริงๆ มันใหญ่มากเลยนะ แต่คนที่ตีกันมีไม่กี่คนหรอก ซึ่งตรงนี้มันจะช่วยจำแนกการจัดการได้ ใครทำผิดก็ว่าตามกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกหัวโจกนั่นแหละ
       
        “ส่วนกลุ่มที่รองลงมาก็คือ กลุ่มตาม กลุ่มนี้ก็ต้องเข้ากระบวนการหล่อหลอมพฤติกรรม โดยเราต้องฝึกให้คิด ซึ่งเมื่อก่อนเวลาเขาฝึกด้วยกระบวนการทหารแล้วมันได้ผล แต่เราต้องให้ฝึกจริงๆ ฝึกโดยมีอัตราตามโทษ และความถี่ที่ดำเนินการ เช่น ฝึกครั้งที่ 1 โทษ 20 วันแล้วขึ้นบัญชีไว้ ถ้าทำผิดอีกก็ขึ้นเป็นเท่าตัว 40 วัน ทำอีกก็เป็น 60 วันตามความถี่ แล้วการฝึกก็ต้องเข้มข้นเรื่อยๆ จะพาไปที่ไหน ชายแดนตรงไหนก็พาไป แต่ไม่ใช่พอมีปัญหาก็ให้ลงไปภาคใต้ เพราะคนใต้ไม่ได้เป็นจำเลยกับคุณนี่ แสดงว่าภาคใต้มันแย่นักหรือ คนผิดก็โยนไปลงที่นั่นหมด แล้วการฝึกก็ต้องทำให้เข้ม ให้รู้ว่าความเหนื่อยมันคืออะไร ความเจ็บป่วยของการสูญเสียคืออะไร ไปดูชีวิตคนติดคุกเป็นยังไง ชีวิตคนป่วยเป็นเอดส์เป็นยังไง ลงรถพิการขาขาดเป็นยังไง คือเรียนรู้จากของจริง แล้วก็กลับไปเรียนหนังสือต่อได้”
       >>>>>>>>>>
       
       5 ขั้นตอนรักษาชีวิตจากเหตุการณ์ช่างกลตีกัน
       
        1.เขียนชื่อ นามสกุลและเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ใส่แยกไว้นอกกระเป๋าเงิน เพราะเวลาชุลมุน เราโดนกระสุนหรือมีดฟัน แล้วลงไปนอนแน่นิ่ง คนที่เข้าช่วยก็มี แต่คนที่เข้ามาหาโอกาสก็มี หลักฐานเกี่ยวกับตัวเราก็จะปลิวไปกับสายลม กันไว้ดีกว่าแก้
       
        2. ถ้าทำได้ ควรหลีกเลี่ยงจากจุดอันตรายทั้งหลาย เช่น ช่วงเวลาเลิกเรียนไม่ควรไปยืนอยู่บริเวณป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนที่มีความเสี่ยงจะตีกัน หรือไปยืนอยู่ในห้างสรรพสินค้าแล้วแวดล้อมไปด้วยเด็กที่ทำท่าพร้อมจะกระโจนเข้าตีกัน
       
        3. เชื่อในสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เมื่อได้ยินเสียงดังควรจะก้มหลบทันทีแบบไม่ต้องอายใคร คนที่ยืนเด่นมักจะตกเป็นเป้าเสมอ แม้จะไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยก็ตาม แถมปืนแบบไทยทำไทยใช้มักจะห่วยกว่าปืนมาตรฐานสากล เล็งไปอาจจะไม่โดนเป้า แต่โดนเราแทน
       
        4. เมื่อหลบแล้ววิ่งหนีสี่คูณร้อยพ้นจากที่เกิดเหตุ ให้สำรวจดูตัวเองว่าโดนเข้าไปบ้างไหม อาจจะเป็นรอยเล็กๆ จากกระสุนลูกปราย (กระสุนที่ยิงครั้งเดียวแตกกระจายเป็นหลายลูก) ที่สร้างอันตรายได้มาก ดังนั้นแม้จะบาดแผลเล็กแค่ไหนก็ควรไปหาหมอ
       
        5. แม้จะได้ร่ำเรียนศิลปะการต่อสู้มา แต่ก็อย่าเอาตัวเข้าแลก เน้นวิ่งไว้ก่อน โดนเสียบโดนยิงไปมันไม่คุ้มอยู่ดี
       
       ........
       เรื่อง : ทีมข่าว CLICK
       ภาพ : ทีมภาพ CLICK

ข่าวล่าสุด ในหมวด
เช็กดวงรายสัปดาห์ (29 พ.ย.-5 ธ.ค.2557)/จันทร์มหาจักร์
โกลาหล! อพยพผู้ป่วยเอดส์บ้านหนองปรือ หรือคนไทยไม่เคยเข้าใจ HIV เลย!!? (มีคลิป)
อึ้ง! “มัจจุราชรสหวาน” ในเครื่องดื่มยอดนิยมที่คุณต้องเคยเสพ
“มนุษย์ป้า” ทำมึนจอดขวางทาง รถติดยาวเป็นกิโล! (มีคลิป)
เปิดใจ 'นางสาวไทย 2557' ดราม่านางงาม 'สวย ฉะ สวย' (มีคลิป)
เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
จำนวนคนโหวต 7 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
 
หนังสือพิมพ์: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ | ASTV ผู้จัดการรายวัน | ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | ASTV News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | Motoring
CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | Life on Campus | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต | Multimedia
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | ทะเลไทย | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | ติดต่อเรา
Privacy, Disclaimer and Intellectual Property Policy
All site contents copyright ©1999-2014