การส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ : บีโอไอ

โดย ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์   
25 เมษายน 2553 13:05 น.
        ขณะที่ศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมาได้รับการขนานนามว่าศตวรรษแห่งเคมีและฟิสิกส์ แต่โลกปัจจุบันในศตวรรษที่ 21 ได้มีการขนานนามว่าเป็น “ศตวรรษแห่งชีวภาพ” เนื่องจากการค้นพบครั้งสำคัญจำนวนมากในวิทยาการสาขานี้ ทำให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติอย่างมหาศาลในอนาคตข้างหน้า
       
       เทคโนโลยีชีวภาพไม่ใช่เป็นวิชาการใหม่แต่อย่างใด เป็นเรื่องความรู้ที่มนุษย์ได้สะสมมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเทคโนโลยีชีวภาพแบบดั้งเดิมนั้นเริ่มต้นเมื่อประมาณ 7,000 ปีที่แล้ว โดยมนุษย์เริ่มรู้จักการนำพืชหรือสัตว์ต่างสายพันธุ์มาผสมกัน เพื่อถ่ายทอดพันธุกรรมไปยังพืชหรือสัตว์รุ่นลูกรุ่นหลานให้มีคุณสมบัติดีขึ้น รู้จักการอบขนมปัง รู้จักการทำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ
       
       สำหรับเทคโนโลยีชีวภาพยุคใหม่เริ่มต้นเมื่อนายเจมส์ วัตสัน ซึ่งเป็นนักชีววิทยาชาวสหรัฐอเมริกา และนายฟรานซิส คริก นักชีวเคมีชาวอังกฤษ แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้ประกาศความสำเร็จเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2496 เกี่ยวกับการค้นพบความลึกลับของสิ่งมีชีวิต คือ โครงสร้าง DNA ซึ่งมีลักษณะเป็นสายเกลียวคู่ (Double Helix) อันประกอบด้วยหน่วยย่อย 4 ชนิด ได้แก่ A (อะดีนีน) C (ไซโตซีน) T (ไธมีน) และ G (กันนีน) ซึ่งนับว่าสำคัญมากในการพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพ
       
       จากการค้นพบข้างต้น ทำให้เกิดความสนใจศึกษาเกี่ยวกับ “จีโนม” (Genome) ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมทั้งสิ้นของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดหรือยีนทั้งหมดของสิ่งมีชีวิต หากเราทราบว่ายีนทั้งหมดมีวิธีการทำงานอย่างไร ก็สามารถปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาลักษณะต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ให้ดีขึ้นตามที่ต้องการได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม เกษตรกรรม สาธารณสุข ฯลฯ อย่างกว้างขวาง
       
       ยุคจีโนมได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2538 เมื่อ ดร. J. Craig Venter ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการของสถาบัน Institute for Genomic Research ได้ประกาศถึงความสำเร็จในการค้นพบจีโนมเป็นครั้งแรก โดยสามารถถอดรหัสพันธุกรรมของ Haemophilus Influenzae ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว
       
       จากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้โอกาสทางธุรกิจของเทคโนโลยีชีวภาพอยู่ในระดับสูงมาก รัฐบาลของประเทศต่างๆ จึงมุ่งเน้นส่งเสริมการลงทุนในด้านนี้ เป็นต้นว่า กรณีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมากที่สุดในโลก มีจำนวนมากถึง 40 มลรัฐ จากทั้งหมด 50 มลรัฐ ได้ประกาศกำหนดให้เทคโนโลยีชีวภาพเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของมลรัฐนั้นๆ
       
       สำหรับในทวีปเอเชีย จีนมีความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีชีวภาพเป็นอย่างมาก รัฐบาลได้ก่อตั้งศูนย์วิจัยจำนวนมากในสาขานี้ เป็นต้นว่า สถาบัน Beijing Genomics Institute สถาบัน Chinese National Human Genome Center ฯลฯ ซึ่งมีความก้าวหน้าทัดเทียมกับสถาบันวิจัยชั้นนำของโลก
       
       ทั้งนี้ จุดแข็งของจีน คือ มีนักวิจัยในสาขาเทคโนโลยีชีวภาพจำนวนมาก เนื่องจากมีผู้สำเร็จการศึกษาในสาขานี้ทั้งในและต่างประเทศ โดยมีสัดส่วนมากถึง 1 ใน 3 ที่ศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้บริษัทข้ามชาติจำนวนมาก เข้าไปจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศจีน
       
       สำหรับรัฐบาลไต้หวันได้กำหนดให้เทคโนโลยีชีวภาพเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่ง โดยกำหนดมาตรการและเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ (Human Clinical Trials) ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เป็นศูนย์ผลิตผลิตภัณฑ์ในด้านเทคโนโลยีชีวภาพในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ได้ตระหนักว่าประเทศมีขนาดเล็ก ไม่สามารถที่จะพัฒนาธุรกิจด้านนี้ด้วยตนเองได้ทั้งหมด ดังนั้น ทิศทางการพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ จึงมุ่งเน้นเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
       
       ส่วนมาเลเซีย รัฐบาลได้ประกาศนโยบายส่งเสริมธุรกิจในด้านเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (National Biotechnology Policy) เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2548 โดยให้ความสำคัญในด้านนี้ตลอดทั้งห่วงโซ่แห่งคุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การนำมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ตลอดจนการตลาดเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการ กำหนดเป้าหมายให้มีการสร้างงานใหม่ 28,000 คน และมีสัดส่วนอย่างต่ำร้อยละ 5 ของ GDP ภายในปี 2563
       
       การดำเนินการของรัฐบาลมาเลเซียตามนโยบายข้างต้นจำแนกออกเป็น 3 เฟส เฟสแรกในช่วงปี 2548-2553 จะเน้นเสริมสร้างความรู้ความสามารถ (Capacity Building) สำหรับเฟสที่ 2 ในช่วงปี 2554-2558 จะเน้นการก่อตั้งธุรกิจ (Creating Business out of Science) และเฟสที่ 3 ในช่วงปี 2559-2563 จะเน้นพัฒนาให้มาเลเซียเป็นประเทศแนวหน้าของโลกในด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (Turning Malaysia into a Global Player)
       
       สิงคโปร์ได้ตั้งเป้าหมายการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางของเอเชียในด้านชีวเวชศาสตร์ (Biomedical Sciences - BMS) ซึ่งครอบคลุมธุรกิจต่างๆ เช่น ยารักษาโรค อุปกรณ์ทางการแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ การรักษาพยาบาล ฯลฯ โดยนับเป็นคลัสเตอร์สำคัญทัดเทียมกับคลัสเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ และคลัสเตอร์เคมีภัณฑ์ ซึ่งเป็นคลัสเตอร์ที่สิงคโปร์มีความสามารถในการแข่งขันสูงอยู่แล้ว
       
       สำหรับกรณีของประเทศไทย รัฐบาลได้ให้ความสนใจในด้านเทคโนโลยีชีวภาพเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน โดยในปี 2526 ได้จัดตั้งศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (Biotech) ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนการวิจัยในสาขาเทคโนโลยีชีวภาพ ปัจจุบันมีสำนักงานตั้งอยู่ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยที่รังสิต ติดกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วิทยาเขตรังสิต และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย
       
       สำหรับอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีความสำคัญในด้านเทคโนโลยีชีวภาพเช่นเดียวกัน คือ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย (TCELS) ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนากลไกและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงสนับสนุนและประสานงานเพื่อการลงทุนด้านอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ชีวภาพ พัฒนาบุคลากร พัฒนาผลิตภัณฑ์ เภสัชภัณฑ์ และปรับปรุงการบริการเชิงสุขภาพ พัฒนามาตรฐานโรงพยาบาลให้ทัดเทียมนานาชาติ
       
       ผลงานนักวิชาการของไทยในระยะที่ผ่านมา เป็นต้นว่า หน่วยงานปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ ได้เข้าร่วมโครงการวิจัยจีโนมข้าวนานาชาติ (International Rice Genome Sequencing Project - IRGSP) ในปี 2542 โดยรับผิดชอบศึกษาในส่วนของโครโมโซมลำดับที่ 9 ซึ่งมีคุณสมบัติในการทนน้ำท่วม ความต้านทานต่อโรคและแมลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคใบไหม้ และยังมียีนที่ทนต่อภาวะกดดันของสภาพแวดล้อม
       
       ส่วน ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ซึ่งอดีตเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ คือ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ก็นับเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกของโลกที่ค้นพบโครงสร้าง 3 มิติของโปรตีนที่เชื้อมาลาเรียสร้างขึ้น ทำให้สามารถออกแบบและสังเคราะห์ยาใหม่ๆ ที่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อมาลาเรียสายพันธุ์ที่ดื้อยา
       
       สำหรับในด้านส่งเสริมการลงทุน ปัจจุบันกิจการเทคโนโลยีชีวภาพอยู่ในข่ายให้การส่งเสริมในประเภท 7.19 ได้รับสิทธิและประโยชน์สูงสุดตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน คือ ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี โดยจำแนกออกเป็น 6 กลุ่ม คือ
       
       - กิจการวิจัยและพัฒนา และ/หรืออุตสาหกรรมผลิตเมล็ดพันธุ์หรือการปรับปรุงพันธุ์พืชและสัตว์ที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ
       
       - กิจการวิจัยและพัฒนา และ/หรืออุตสาหกรรมผลิตสารเวชภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ
       
       - กิจการวิจัยและพัฒนา และ/หรืออุตสาหกรรมผลิตชุดตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ เกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อม
       
       - กิจการวิจัยและพัฒนา และ/หรืออุตสาหกรรมผลิตที่ใช้เซลล์จุลินทรีย์ เซลล์พืช และเซลล์สัตว์ในการผลิตสารชีวโมเลกุล สารออกฤทธิ์ชีวภาพ
       
       - กิจการผลิตวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นที่ใช้ในการทดลองหรือทดสอบในด้านชีววิทยาระดับโมเลกุล
       
       - กิจการบริการด้านตรวจวิเคราะห์ และ/หรือสังเคราะห์สารชีวภาพ
       
       อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กำหนดจัดการสัมมนาเรื่อง “การส่งเสริมการลงทุนธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ” ขึ้นในวันศุกร์ที่ 30 เมษายน 2553 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ เพื่อเผยแพร่ความรู้และกระตุ้นให้มีการลงทุนในสาขานี้ เปิดการสัมมนาโดย ดร.อรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และการบรรยายเรื่อง “สถานภาพและมาตรการส่งเสริมการลงทุน กับก้าวต่อไปของบีโอไอ” โดยนางหิรัญญา สุจินัย ที่ปรึกษาด้านการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
       
       จากนั้นจะเป็นการเสวนาเรื่อง “ธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ คลื่นลูกที่สี่ของประเทศไทย และเคล็ดลับความสำเร็จ” โดยรศ. ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ นายกำจร พลางกูร รองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย รองเลขาธิการ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน นายเชิญพร เต็งอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานเภสัชกรรม เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด และนายสรพหล นิติกาญจนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครอินโนเวต จำกัด ดำเนินการสัมมนาโดย ดร.อริสรา กำธรเจริญ
       
       สำหรับการสัมมนาข้างต้นไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ผู้สนใจร่วมการสัมมนา สามารถติดต่อได้ที่ ดร.ชัชฎาภรณ์ และนายณัฐพล สำนักยุทธศาสตร์และนโยบายการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โทรศัพท์ 0-2537-8111 ต่อ 1099 และ 5587
       
       ติดต่อขอข้อมูล ติชม และเสนอแนะความคิดเห็นได้ที่ศูนย์บริการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 0-2537-8161 หรือที่ head@boi.go.th

จำนวนคนโหวต 1 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
ควรปรับปรุง ดีมาก
  1 2 3 4 5  
1 2 3 4 5
 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017